ราคาบิตคอยน์(BTC) ร่วงหนักเกิน 7% ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ดันราคาถอยลงต่ำกว่าระดับ 75,000 ดอลลาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2025 ส่งผลให้ตลาดคริปโตเผชิญกับแรงเทขายอย่างรุนแรง กระทบไปถึงบริษัทที่ถือคริปโตไว้ในงบดุล เช่น สตราเทจี(Strategy) และบิทมายน์(BitMine) ที่ต้องเผชิญกับ ‘การขาดทุนจากการประเมินมูลค่า’ ในขณะที่นักวิเคราะห์มองว่าตลาดคริปโตในปี 2026 อาจเผชิญช่วงเวลาแห่ง ‘การปรับโครงสร้าง’ อย่างเจ็บปวด
เมื่อวันที่ 1 (เวลาท้องถิ่น) จากข้อมูลของ TradingView ราคาบิตคอยน์หล่นลงจากระดับ 76,000 ดอลลาร์ ส่งผลให้มีการ ‘ล้างพอร์ต’ สัญญาซื้อขายล่วงหน้ามูลค่ารวมกว่า 800 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 1.16 ล้านล้านวอน โดยวันหยุดที่มี ‘สภาพคล่องต่ำ’ ทำให้ความผันผวนรุนแรงยิ่งขึ้น คีธ อัลเลน ผู้ร่วมก่อตั้ง Material Indicators ระบุว่า ระดับแนวรับสำคัญที่ 80,500 ดอลลาร์ได้ ‘พังลงอย่างสมบูรณ์’
ด้านนักวิเคราะห์จาก On-Chain College ชี้ว่า “ราคาบิตคอยน์ที่ต่ำกว่าระดับต้นทุนเฉลี่ยจริงที่ 80,700 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ตุลาคม 2023” ซึ่ง “อาจกดดันแนวโน้มราคาในช่วงสั้นถึงกลาง”
การหลุดแนวรับระยะยาวดังกล่าวทำให้ผลกระทบเริ่มทยอยชัดเจน โดยเฉพาะกับบริษัทมหาชนอย่างสตราเทจี ซึ่งถือครองบิตคอยน์ราว 700,000 BTC มีต้นทุนเฉลี่ยต่อเหรียญอยู่ราว 76,037 ดอลลาร์ ขณะนี้ราคาต่ำกว่าต้นทุนดังกล่าว ทำให้ผลขาดทุนเริ่มปรากฏ นอกจากนี้ มูลค่าหุ้นของบริษัทซึ่งเคยพุ่งแตะระดับสูงสุดในเดือนกรกฎาคม ยังถอยกลับมาสู่ระดับ 143 ดอลลาร์ ลดลงกว่า 70%
สถานการณ์ยังเลวร้ายขึ้นในฝั่งของอีเธอเรียม(ETH) เมื่อราคาหล่นลงมาใกล้ 2,300 ดอลลาร์ บีบให้บิทมายน์ บริษัทอีกแห่งที่ถือ ETH จำนวนมาก เข้าสู่ภาวะขาดทุนจากการประเมินเช่นเดียวกัน แม้บิทมายน์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับนักลงทุนชื่อดังอย่าง ทอม ลี(Tom Lee) จะเพิ่มการถือครองเป็น 4.246 ล้าน ETH แต่เนื่องจากราคาล่าสุดของ ETH ยังอ่อนแรง ทำให้มูลค่าทรัพย์สินคริปโตลดลงราว 6 พันล้านดอลลาร์ จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วซึ่งอยู่ที่ 13.9 พันล้านดอลลาร์
นักวิเคราะห์จาก Kobeissi Letter เห็นว่า การร่วงของ ETH ครั้งนี้ เกิดจาก ‘ภาวะสภาพคล่องต่ำ’ ร่วมกับ ‘เลเวอเรจสูงเกินไป’ ซึ่งนำไปสู่ภาวะ ‘ช่องว่างราคา’ พร้อมระบุว่าการเทขายอย่างต่อเนื่องทั้งฝั่งสถาบันและรายย่อยเป็นอีกปัจจัยเร่งแรงดันขาลง
ในด้านแนวโน้มระยะยาว ทอม ลี เตือนว่า “ช่วงต้นปี 2026 จะเป็นการเริ่มต้นอย่างเจ็บปวด” เนื่องจากภาวะตลาดหมีที่กินลึกในปี 2023 ได้ส่งผลให้มูลค่ารวมกว่า 19,000 ล้านดอลลาร์หายไปจากตลาดคริปโต ทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงและเข้าสู่กระบวนการลดภาระหนี้อย่างต่อเนื่อง
บริษัทวินเทอร์มิวต์(Wintermute) หนึ่งในตลาดผู้ดูแลสภาพคล่อง เห็นพ้องว่าปี 2026 จะต้องเป็นปีแห่ง “การปรับโครงสร้าง” โดยเสนอยุทธศาสตร์พื้นฐานเพื่อการฟื้นตัว ได้แก่ การรีบาวด์ของราคาบิตคอยน์และอีเธอเรียม, ขยายตลาดคริปโต ETF, เพิ่มการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลในภาคธุรกิจ และการไหลกลับของนักลงทุนรายย่อย
อย่างไรก็ตาม “ความคิดเห็น” จากผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แนวโน้มการไหลกลับของเงินทุนสู่ตลาดคริปโตยังไม่ชัดเจน เพราะนักลงทุนจำนวนมากกำลังหันความสนใจไปยังอุตสาหกรรมดาวรุ่งอย่าง ‘ปัญญาประดิษฐ์’ และ ‘คอมพิวเตอร์ควอนตัม’
การร่วงของบิตคอยน์รอบล่าสุดจึงไม่ใช่เพียงภาวะ ‘พักฐาน’ แต่สะท้อนวิกฤตเชิงโครงสร้างของตลาดคริปโต ที่หลายบริษัทเริ่มเผชิญ ‘ขาดทุนในงบการเงินจริง’ การฟื้นตัวของตลาดจึงต้องอาศัยปัจจัยเชิงโครงสร้างมากกว่าการฟื้นตัวชั่วคราวในราคา
ความคิดเห็น 0