กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สั่งยึดทรัพย์กว่า 5,800 พันล้านวอนจากบริการมิกซ์คริปโต ‘Helix’
เมื่อวันที่ 21 ตามเวลาท้องถิ่น กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ได้ประกาศยึดทรัพย์สินรวมมูลค่าราว 4 ร้อยล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5,800 พันล้านวอน ซึ่งรวมถึงเงินสด อสังหาริมทรัพย์ และคริปโตเคอร์เรนซี ที่เกี่ยวข้องกับบริการมิกซ์บิตคอยน์(BTC) ที่มีชื่อว่า ‘Helix’ โดยการยึดครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งของผู้พิพากษาแบร์ริล เอ. ฮาเวลล์ จากศาลเขตโคลัมเบีย ซึ่งนับเป็นบทสรุปของกระบวนการสืบสวนและดำเนินคดีที่ยาวนานหลายปี
‘Helix’ ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในบริการมิกซ์บิตคอยน์ที่มีบทบาทสำคัญในการฟอกเงินสำหรับกิจกรรมอาชญากรรม โดยเฉพาะในช่วงปี 2014 ถึง 2017 ซึ่งมักถูกใช้โดยกลุ่มที่ดำเนินกิจกรรมเถื่อนบนดาร์กเว็บ เช่น การค้ายาเสพติดและการแฮกข้อมูล รายงานการสืบสวนเปิดเผยว่า มีบิตคอยน์(BTC) กว่า 354,468 หน่วยถูกประมวลผลผ่าน Helix ซึ่งมีมูลค่าราว 3 ร้อยล้านดอลลาร์ในขณะนั้น
ลาร์รี ดีน ฮาร์มอน ผู้ดำเนินการ Helix ยังเป็นผู้ก่อตั้ง Grams เครื่องมือค้นหาดาร์กเว็บ ซึ่งเขาได้เชื่อมต่อเข้ากับ Helix โดยตรงผ่าน API (อินเทอร์เฟซสำหรับเรียกใช้บริการเชิงโปรแกรม) เพื่อเอื้อให้ผู้ใช้สามารถฟอกเงินผ่านตลาดมืดได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น นักสืบพบข้อมูลเส้นทางของเม็ดเงินจำนวนหลายพันล้านวอนจากหลากหลายตลาดเถื่อนที่ไหลผ่าน Helix
ฮาร์มอนถูกตั้งข้อหาเมื่อปี 2020 ด้วยความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและการดำเนินการบริการโอนเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต เขาให้การรับสารภาพในเดือนสิงหาคม ปี 2021 ศาลจึงมีคำพิพากษาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ให้จำคุกเขาเป็นเวลา 36 เดือน พร้อมถูกคุมประพฤติอีก 3 ปี และยึดทรัพย์อย่างเป็นทางการ การชี้ขาดของศาลรัฐบาลกลางครั้งนี้จึงถือเป็นการปิดฉากคดี Helix อย่างสมบูรณ์
แม้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงมีจุดยืนแข็งกร้าวต่อบริการมิกซ์คริปโตในเชิงอาชญากรรม อย่างกรณีของ Tornado Cash ที่ถูกคว่ำบาตร และทีมพัฒนาถูกดำเนินคดีอาญา แต่ในช่วงหลังเริ่มมีท่าทีเปลี่ยนแปลงบ้าง
ไมเคิล ลูเอลเลน นักพัฒนาคริปโตเคอร์เรนซี แสดงความเห็นในคดี Pharos ซึ่งเป็นเครื่องมือคราวด์ฟันด์แบบไม่รับฝากเงินว่า การเพียงแค่สร้างซอฟต์แวร์ด้านความเป็นส่วนตัว ไม่ควรถูกมองว่าเป็นความผิดทางอาญา ข้อถกเถียงนี้ทำให้กระทรวงยุติธรรมประกาศยุติการฟ้องร้องนักพัฒนาและผู้ใช้งานของบริการแบบไม่รับฝากเงิน ขณะเดียวกัน ทีมบังคับใช้กฎหมายคริปโตโดยเฉพาะอย่าง ‘National Cryptocurrency Enforcement Team (NCET)’ ก็ถูกยุบไป
คดี Helix จึงสะท้อนถึงแนวทางการบังคับใช้กฎหมายที่ยังคงชัดเจนต่อบริการมิกซ์ที่มีเป้าหมายเชิงอาชญากรรม แต่ก็เปิดช่องให้เห็นถึงความระมัดระวังมากขึ้นของหน่วยงานรัฐต่อเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับ ‘ความเป็นส่วนตัว’ ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงทิศทางใหม่ของนโยบายกำกับดูแลในอนาคต ความเคลื่อนไหวนี้น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งในสายตาของอุตสาหกรรมคริปโตเคอร์เรนซี
ความคิดเห็น 0