อีเธอเรียม(ETH) ร่วงหนักกว่า 9% ภายใน 24 ชั่วโมง ตกลงมาอยู่บริเวณ 2,400 ดอลลาร์ท่ามกลางการเคลียร์สถานะจากตลาดคริปโตมูลค่ารวมกว่า 3.63 ล้านล้านวอน หรือราว 2.5 พันล้านดอลลาร์ การร่วงลงของราคาในครั้งนี้กระตุ้นให้เกิดการขายแบบตื่นตระหนก ขณะที่หลายฝ่ายจับตาว่าสุดท้ายแล้วราคาจะถอยกลับไปแตะระดับ *2,100 ดอลลาร์* หรือไม่
การปรับฐานของอีเธอเรียมในครั้งนี้มีแรงกดดันจากปัจจัยหลายด้าน โดยข้อมูลจาก CoinGlass เปิดเผยว่าในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีการถูกบังคับขายสถานะหรือ liquidate จำนวนมาก โดยเฉพาะในฝั่ง Long หรือการเก็งกำไรทางขาขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่นักลงทุนเน้นเข้าสะสม ETH ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ มูลค่าการซื้อขายอีเธอเรียมในช่วงเวลาดังกล่าวพุ่งทะลุ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นถึงภาวะ ‘เทขาย’ พร้อมกันอย่างหนัก
แหล่งข่าวระบุว่าแรงขายระลอกใหญ่นี้ไม่ได้เกิดแค่จากรายย่อยเท่านั้น แต่ยังรวมถึง ‘วาฬ’ หรือนักลงทุนที่ถือครอง ETH รายใหญ่และนักลงทุนสถาบันที่เริ่มทยอยปล่อยของออกจากพอร์ต หลังจากสะสมมาหลายเดือนก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ตลาดคริปโตโดยรวมมีมูลค่าลดลงเหลือประมาณ *2.6 ล้านล้านดอลลาร์* ขณะที่ความเชื่อมั่นนักลงทุนยังคงอยู่ในโหมดหวาดกลัว
ด้านเทคนิค อีเธอเรียมประสบความล้มเหลวในการยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 100 และ 200 วันที่บริเวณ 3,200–3,300 ดอลลาร์ และขณะนี้ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบขาลงต่อเนื่องที่ลากยาวมาตั้งแต่ปลายปี 2025 โดยระดับ *2,800 ดอลลาร์* ซึ่งเคยเป็นแนวรับสำคัญก็ถูกทำลายไป ส่งผลให้แรงขายเร่งตัวชัดเจนยิ่งขึ้น
ปัจจุบันค่า RSI ของ ETH ลดลงมาอยู่ในช่วงกลางระดับ 20 ซึ่งเข้าสู่เขต ‘Oversold’ และแม้อาจมีโอกาสดีดตัวกลับในระยะสั้น แต่ยังไม่พบสัญญาณการกลับตัวที่ชัดเจน นักลงทุนจึงควรระมัดระวังต่อแรงขายที่อาจยังไม่หมดไปง่ายๆ
*แนวโน้มราคาในอนาคต* ขึ้นอยู่กับการยืนเหนือแนวรับสำคัญ โดยนักวิเคราะห์มองว่าหากอีเธอเรียมสามารถฝ่าแนวต้านระยะสั้นที่ 2,600–2,700 ดอลลาร์กลับขึ้นไปได้ พร้อมยืนปิดที่ระดับ 2,800 ดอลลาร์ ก็อาจถือเป็นสัญญาณบวกเพื่อกลับเข้าสู่จังหวะฟื้นตัวระยะกลางได้อีกครั้ง
แต่หากการดีดตัวล้มเหลว ระดับที่ต้องจับตาต่อไปคือ *2,250 ดอลลาร์* และสุดท้ายที่ *2,100 ดอลลาร์* ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่แนวรับนี้พังลง การปรับตัวลงอาจทวีความรุนแรงมากขึ้น
*ความคิดเห็น*: ขณะนี้อีเธอเรียมยังอยู่ในช่วงปรับฐานที่อาจสะท้อนความไม่สมดุลของตลาด ไม่ใช่แค่การพักตัวทั่วไป แต่เป็นการคลายความเสี่ยงจากโครงสร้างที่เปราะบาง การปรับพอร์ตและการลดเลเวอเรจยังคงเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางในระยะสั้น และการตัดสินใจในช่วงนี้ควรเน้นการบริหารความเสี่ยงมากกว่าการไล่ราคากลับขึ้นไป
ความคิดเห็น 0