Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

อีเธอเรียม(ETH) ถูกล็อกเกือบ 45% นักวิเคราะห์ชี้ซัพพลายลดอาจหนุนราคาขึ้น

**อีเธอเรียม(ETH) ถูกล็อกเกือบครึ่ง ซัพพลายหมุนเวียนลดลงอย่างรวดเร็ว**

ปริมาณ *อีเธอเรียม(ETH)* ที่สามารถหมุนเวียนในตลาดได้กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยจากรายงานล่าสุดของธนาคาร Sygnum ในสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า ปัจจุบันมี *ETH* ถึงประมาณ 45% ที่อยู่ในสถานะ *“ถูกล็อก”* หรือไม่สามารถทำการซื้อขายได้อย่างเสรี ซึ่งปัจจัยนี้ถือเป็นจุดที่สามารถกระตุ้นการปรับราคาขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขสำคัญในการเกิดแรงขับเคลื่อนราคาคือการฟื้นตัวของ ‘ดีมานด์’ จากผู้ใช้งานและนักลงทุน

ภายใต้รายงานแนวโน้มการลงทุนประจำไตรมาส 1 ปี 2026 ของ Sygnum พบว่า จำนวน ETH บนกระดานเทรดลดลงถึง 14.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของแนวโน้มระยะยาวที่ ETH จำนวนมากถูกย้ายออกจากตลาดเสรีเข้าสู่ *กองทุน ETF, การล็อกเพื่อรับดอกเบี้ย (Staking)* และการถือครองโดย *ภาคธุรกิจ*

ข้อมูลชี้ว่า กองทุน ETF ถือครอง ETH ในสัดส่วนประมาณ 10% ของซัพพลายทั้งหมด ในขณะที่บริษัทจดทะเบียนต่างๆ ก็ถือครอง ETH รวมมากกว่า 6.1 ล้านเหรียญ หรือราว 5% ของซัพพลาย โดยเฉพาะการฝากเหรียญจำนวนมากจากบริษัทขุดคริปโตระดับโลกอย่าง *BitMine* ส่งผลให้ปริมาณ ETH ที่ถูกล็อกผ่าน Smart Contract เพื่อ Staking นั้นยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

*การลงทุนใน ETF และ Staking ผลักดันให้ ETH ถูกล็อกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ*

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดึงเหรียญออกจากระบบหมุนเวียนคือกิจกรรมของ ETF โดย Sygnum ประเมินว่าตลอดปี 2025 มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 3.4 ล้าน ETH (ประมาณ 4.9 แสนล้านบาท) แม้ว่าในไตรมาส 4/2025 จะเห็นสัญญาณชะลอตัวเล็กน้อยจากแรงขายตามความเสี่ยง แต่จนถึงเดือนมกราคม 2026 ยอดถือครอง ETH โดย ETF เพิ่มแตะระดับ 4 ล้านเหรียญ (ประมาณ 5.8 แสนล้านบาท) ตามข้อมูลแบบ *ออนเชน*

ในอีกด้านหนึ่ง การเพิ่มขึ้นของจำนวน ‘ผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validator)’ ในเครือข่ายอีเธอเรียม ได้ผลักดันให้ Staking เติบโต ส่งผลให้จำนวน ETH ที่ถูกล็อกเพื่อรับผลตอบแทนในระบบก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่วนฝั่งธุรกิจ แม้ปลายปีจะเห็นการชะลอตัวบ้าง แต่ก็เป็นผลกระทบจากราคาหุ้นของบริษัทผู้ถือ ETH ที่ยังคงต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี

*แม้มีสัญญาณเทคนิคน่าสนใจ แต่การฟื้นตัวของความต้องการคือกุญแจสำคัญ*

ราคาของ *ETH* ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในแดนลบ โดยหลังจากการร่วงลงอย่างหนักในเดือนตุลาคม 2025 ราคาก็ดีดกลับมาเล็กน้อยก่อนจะไหลลงต่อราว 40% และล่าสุดซื้อขายที่ประมาณ 2,736 ดอลลาร์ หรือราว 397,000 บาทต่อเหรียญ ลดลงเฉพาะสัปดาห์ก่อนเกือบ 8%

ทาง Sygnum ชี้ว่า ปัจจัยบวกหลายอย่างยังคงดำเนินอยู่ อาทิเช่น การอัปเกรดระบบ ‘Fusaka’ ที่ประสบความสำเร็จ, การเสนอขาย ETF ใหม่, ความสนใจจากภาคเอกชน รวมถึงการใช้งานของ *สเตเบิลคอยน์* และแพลตฟอร์มโทเค็นไลเซชัน ทั้งหมดนี้สามารถสร้างแรงสนับสนุนให้ราคากลับมาได้ หากได้รับแรงส่งจากฝั่งอุปสงค์

เครือข่ายยังคงมีกิจกรรมสูง โดยในไตรมาสล่าสุด มีธุรกรรมมากกว่า 145 ล้านรายการเกิดขึ้น ขณะที่จำนวน *สมาร์ตคอนแทรกต์* ที่ถูก Deploy ก็สูงถึง 8.7 ล้านฉบับ ส่วนการโอนของ Stablecoin แตะระดับ 8 ล้านล้านดอลลาร์ หรือกว่า 1.1 ล้านล้านบาท นับเป็นตัวเลขสูงสุดต่อไตรมาสเท่าที่เคยมีมา

*ซัพพลายลดกดดันราคาในระยะยาว แต่ขาดดีมานด์ยังก่อข้อจำกัด*

การที่ ETH ถูกดึงออกจากซัพพลายหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นปัจจัยเชิงบวกที่อาจหนุนให้ราคาปรับตัวขึ้นในระยะยาว *แต่* นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงสงวนท่าที เนื่องจากไม่มีความแน่นอนว่า ‘ดีมานด์’ จะกลับมาได้เร็วเพียงใด หากอุปสงค์ไม่ฟื้นตัว ก็อาจไม่ได้เห็นการปรับราคาแบบทันทีทันใด

โดยรวมแล้ว อีเธอเรียมกำลังอยู่ในช่วงของการปรับสมดุลท่ามกลางปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลง แต่ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งในด้านเทคโนโลยีและการใช้งาน การฟื้นตัวก็ยังคงอยู่ในความคาดหวังของนักลงทุน เพียงแต่ระยะสั้นอาจต้องยอมรับความผันผวนที่ยังคงมากกว่าปกติ

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1