ราวูล พอลชี้ 'บิตคอยน์ร่วงเพราะขาดสภาพคล่องชั่วคราว ไม่ใช่ปัญหาโครงสร้างของตลาด'
ราคาบิตคอยน์(BTC) ที่ร่วงอย่างรุนแรงในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้สะท้อนถึงความล้มเหลวของตลาดคริปโต แต่เป็นผลจาก ‘สภาพคล่องในสหรัฐอเมริกาที่ลดลงชั่วคราว’ ตามการวิเคราะห์ของ ราวูล พอล ผู้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนระดับโลก GMI เมื่อวันที่ 24 พอลเตือนว่าความกังวลที่แพร่กระจายอยู่ในตลาดตอนนี้ ‘ดูรุนแรงเกินเหตุ’ และเป็นเพียงผลกระทบของวัฏจักรที่เกิดจาก ‘ภาวะสภาพคล่องตึงตัวแบบระยะสั้น’
บิตคอยน์(BTC) ร่วงจากจุดสูงสุดที่ 126,000 ดอลลาร์ เหลือประมาณ 77,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.11 ล้านบาท คิดเป็นการลดลงเกือบ 40% ซึ่งทำให้แนวรับทางจิตวิทยาถูกเจาะและสร้างความหวาดวิตกว่าจะมีแรงขายเพิ่มขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม พอลเน้นว่า “การกล่าวหาว่าบิตคอยน์หรือคริปโตพังพินาศ เป็นเพียงภาพลวงตาที่เกิดจากปัจจัยสภาพคล่องในระยะสั้น” โดยต้นเหตุมาจาก ‘การดูดสภาพคล่องของสหรัฐฯ’ ที่กำลังเกิดขึ้น
พอลยังเปรียบเทียบการเคลื่อนไหวของราคาบิตคอยน์ช่วงนี้ ว่ามีแนวโน้มคล้ายกับหุ้นกลุ่ม 'ซอฟต์แวร์แบบบริการ' หรือ SaaS โดยชี้ว่าทั้งสองสินทรัพย์ได้รับปัจจัยภายนอกที่คล้ายกัน คือ ‘สภาพคล่องของสหรัฐฯ’ หลังโปรแกรม Reverse Repo สิ้นสุดลงในปี 2024 และกระทรวงการคลังสหรัฐขยายบัญชี TGA ในช่วงกรกฎาคม - สิงหาคม ส่งผลให้สภาพคล่องที่เข้าสู่ตลาดลดลงอย่างมาก และสอดคล้องกับดัชนี ISM ที่แสดงอาการชะลอตัวของระบบอุปสงค์-อุปทานด้วย
เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่าง 'สภาพคล่องโลก' และราคาบิตคอยน์หรือตลาดหุ้นสหรัฐ พบว่าความเคลื่อนไหวสอดคล้องกันอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ในวัฏจักรนี้ พอลเชื่อว่า ‘สภาพคล่องของสหรัฐ’ มีอิทธิพลต่อตลาดมากกว่าสภาพคล่องทั่วโลก โดยยกตัวอย่างว่า "ขณะนี้สภาพคล่องทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวก่อนสหรัฐฯ" และถือเป็นสัญญาณว่าอีกไม่นาน สภาพคล่องในตลาดสหรัฐฯ เองก็อาจกลับมา
พอลยังกล่าวถึงบทบาทของ *ราคาทองคำ* ที่พุ่งสูงขึ้นในรอบนี้ว่า ดึง ‘สภาพคล่องจำกัด’ ไปจากคริปโตและหุ้นเทคโนโลยี โดยชี้ว่าสินทรัพย์ที่เป็น ‘ตราสารระยะยาว’ อย่างบิตคอยน์และ SaaS จะตอบสนองไวต่อการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพคล่องมากกว่าสินทรัพย์อื่น ๆ เขาระบุว่า “ความแรงของราคาทองเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เงินไม่ไหลเข้าสู่ตลาดคริปโต” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของปัญหาการปิดทำการรัฐบาลสหรัฐ(Shutdown) ซึ่งยิ่งเร่งการปิดกั้นสภาพคล่อง พอลยังชี้ว่าก่อนที่รัฐบาลจะปิดทำการ กระทรวงการคลังกลับเลือกเก็บสะสมเงินในบัญชี TGA มากกว่าใช้จ่าย ซึ่งยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ที่เกิดเหมือน ‘โพรงสุญญากาศในสภาพคล่อง’
อย่างไรก็ตาม พอลยังคงมองโลกในแง่ดีโดยกล่าวว่า "อุปสรรคสุดท้ายของการฟื้นตัวด้านสภาพคล่องกำลังจะถูกคลี่คลาย" ซึ่งรวมถึงการปลดล็อกจากปัญหา Shutdown, การปรับข้อบังคับอัตราเลเวอเรจ (eSLR), การถอนเงินจากบัญชีคลัง TGA และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เตรียมไว้ ซึ่งทั้งหมดจะช่วยเติมสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดในระยะสั้น
แม้บางฝ่ายกังวลว่า เควิน วอช(Kevin Warsh) ซึ่งมีแนวโน้มจะเป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐคนต่อไป มีท่าที ‘เข้มงวด’ ต่อดอกเบี้ย อาจทำให้การปรับลดดอกเบี้ยล่าช้า แต่มุมมองของพอลกลับมองว่า วอชอยู่ในจุดที่ ‘ยืดหยุ่น’ และมีแนวโน้มจะเลือกแนวทางที่สมดุลระหว่างการลดดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไปและการคงไว้ซึ่งสภาพคล่องในตลาด พอลระบุว่า “วอชไม่ได้ยึดติดกับสายเหยี่ยวอย่างที่หลายคนเข้าใจ”
สุดท้าย แม้จะมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่ราวูล พอลยังคงยืนยันแนวโน้มที่แข็งแกร่งว่า “ตลาดจะเป็นขาขึ้นในปี 2026” พร้อมกับความคาดหวังว่าเมื่อตลาดผ่านพ้นสภาวะขาดสภาพคล่องระยะสั้นไปได้ ‘บิตคอยน์และสินทรัพย์ระยะยาว’ จะกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งในหมู่นักลงทุน.
ความคิดเห็น 0