แม้ว่า *บิตคอยน์(BTC)* จะร่วงลงหนักจนแตะระดับ 74,680 ดอลลาร์ (ราว 1,085,000 บาท) แต่ตลาด *อนุพันธ์คริปโต* กลับยังคง ‘นิ่งสงบ’ โดยไม่มีสัญญาณของความตื่นตระหนกหรือแรงเทขายจำนวนมาก ข้อมูลจากสี่ดัชนีหลักบ่งชี้ว่าแนวรับที่ระดับ 75,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 1,090,000 บาท) มีโอกาสถูกยืนยันในระยะสั้น
เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา *สถานะซื้อแบบใช้เลเวอเรจ* ถูกล้างออกไปราว 1.8 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท) ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ปรับตัวลดลง นักลงทุนจำนวนมากเลือกโยกเงินไปที่เงินสดและพันธบัตรระยะสั้น ขณะเดียวกัน ราคาทองคำร่วงลงถึง 41% ภายในสามวัน สะท้อนถึงภาวะระมัดระวังของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ ความกังวลต่อราคา *หุ้นเทคโนโลยี* ที่ร้อนแรงเกินไป ก็มีผลกระทบต่อบรรยากาศโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นถึง 18% ภายในระยะเวลา 3 เดือน พร้อมกับมูลค่าตลาดรวมกว่า 33 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังส่งสัญญาณว่า ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ยังคงเป็นจุดสนใจ นักวิเคราะห์มองว่า *ความเชื่อมั่นในบิตคอยน์* ยังคงอยู่ หากพิจารณาจากตัวชี้วัดในตลาดอนุพันธ์ ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ตลาดหุ้น และกระแสเงินไหลออกจาก ETF
ในวันที่รายงาน ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี อยู่ที่ 3.54% ซึ่งใกล้เคียงกับระดับเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน สะท้อนภาพที่ไม่มีการเทขายพันธบัตรแบบตื่นตระหนก ถ้าเกิดความตื่นตัวสูงจริง ผลตอบแทนจะร่วงลงต่ำกว่า 3.45% ดังที่เคยเกิดขึ้นในเดือนตุลาคมเมื่อปีที่แล้ว ช่วงที่รัฐบาลสหรัฐอยู่ในภาวะ ‘ชัตดาวน์’
ดัชนี S&P500 ลดลงไม่ถึง 0.4% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนว่าการชัตดาวน์จะคลี่คลายเร็ว โดย *ไมค์ จอห์นสัน* ประธานสภาผู้แทนฯ ให้สัญญาณบวกว่าข้อตกลงจะเกิดภายในวันอังคาร
แวดวงเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม *ปัญญาประดิษฐ์(AI)* ก็เริ่มมีข่าวดี เช่น กรณี *ออราเคิล(ORCL)* ประกาศเดินหน้าระดมทุนมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพคลาวด์ภายในปี 2026 ช่วยฟื้นฟูความมั่นใจในกลุ่มเทคโนโลยีที่เคยถูกกดดันอย่างหนัก
ถึงแม้ราคาบิตคอยน์จะร่วงจากจุดสูงสุดเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วถึง 40.8% แต่ตลาดอนุพันธ์ของบิตคอยน์ยังไม่มีสัญญาณของการเปิดสถานะฝั่งชอร์ตที่รุนแรง ปรากฏการณ์ *ราคาสัญญาฟิวเจอร์สต่ำกว่าราคาแบบสปอต* ซึ่งเป็นสัญญาณของตลาดขาลงแบบชัดเจน ยังไม่เกิดขึ้น
ข้อมูลจาก Laevitas ระบุว่า สัญญาฟิวเจอร์สบิตคอยน์แบบ 2 เดือน มีค่า *เบซิสเรต* (Basis Rate) ประมาณ 3% ต่อปี ต่ำกว่าช่วงปกติที่อยู่ราว 5-10% แต่ยังไม่ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนความเครียด ขณะเดียวกัน มูลค่ารวมของสัญญาฟิวเจอร์สที่เปิดอยู่ตอนนี้ยังสูงถึง 4 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลงเพียง 10% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน
อีกหนึ่งประเด็นคือกระแสเงินไหลออกจาก ETF บิตคอยน์ในสหรัฐ ที่สร้างความกังวล โดยนับตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม นักลงทุนถอนเงินออกไปแล้วประมาณ 3.2 พันล้านดอลลาร์ (ราว 4.6 แสนล้านบาท) แม้จะดูเป็นตัวเลขใหญ่ แต่คิดเป็นเพียงไม่ถึง 3% ของสินทรัพย์ที่บริหารจัดการทั้งหมด
กรณีของ *Strategy* ก็ถูกพูดถึงมาก หลังหุ้นของบริษัทถูกซื้อขายในราคาต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิ จากข่าวลือว่าอาจจำเป็นต้องขายบิตคอยน์ออก แต่บริษัทชี้แจงว่าถือครองเงินสดอยู่ถึง 1.44 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2 แสนล้านบาท) ซึ่งเพียงพอสำหรับจ่ายดอกเบี้ยและเงินปันผล ทั้งยังไม่มีเงื่อนไขบังคับขายคริปโตที่ระดับราคาต่ำ เหมือนอย่างที่เกิดกับบางแพลตฟอร์มในอดีต
เมื่อพิจารณาภาพรวม ทั้งความมั่นคงของตลาดอนุพันธ์ ความสงบในตลาดพันธบัตรและหุ้น รวมถึงกระแสเงินไหลออกจาก ETF ที่ไม่ได้รุนแรงจนถึงขั้นเทขาย จึงมีความเป็นไปได้ว่า *ระดับ 75,000 ดอลลาร์* อาจเป็นแนวรับที่ยังพอยืนได้ในช่วงนี้
*ความคิดเห็น*: แม้ยังไม่สามารถฟันธงว่าจุดกลับตัวของตลาดจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ข้อมูลเชิงลึกหลายด้านกำลังยืนยันว่า สถานการณ์ไม่น่ารุนแรงถึงขั้น ‘เข้าสู่ตลาดหมีเต็มตัว’ อย่างไรก็ตาม ควรติดตามปัจจัยเสี่ยงทั้งจากสหรัฐ และตลาดโลกอย่างใกล้ชิดต่อไป
ความคิดเห็น 0