Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

เสรีภาพสไตล์อเมริกันปะทะกฎเหล็กยุโรป: เตือนภัย 'ภาษีเซ็นเซอร์' กระทบบริษัทเทคสหรัฐฯ

เสรีภาพในการแสดงออกแบบสหรัฐฯ กำลังปะทะกับแนวคิดควบคุมแบบยุโรป สร้างความสับสนทั้งในหมู่แพลตฟอร์มออนไลน์และผู้ใช้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ของสหราชอาณาจักร (Online Safety Act) และกฎหมายบริการดิจิทัลของสหภาพยุโรป (Digital Services Act หรือ DSA) ซึ่งถูกวิพากษ์ว่าอาจลงโทษการแสดงออกที่ถูกกฎหมายได้เช่นกัน

ซารา บี. โรเจอร์ส(Sarah B. Rogers) รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายการทูตสาธารณะและนโยบายสาธารณะ เปิดเผยระหว่างการให้สัมภาษณ์พอดแคสต์ว่า “กฎระเบียบของยุโรปกำลังขัดแย้งกับแนวคิดแบบอเมริกัน โดยเฉพาะกฎหมายของสหราชอาณาจักร ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” โรเจอร์สเคยได้รับชัยชนะในคดีสำคัญร่วมกับ ACLU ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 โดยสมาคมปืนไรเฟิลแห่งชาติสหรัฐฯ (NRA)

โรเจอร์สยังเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า “มีชาวอังกฤษกว่า 12,000 คนต่อปีถูกจับกุมเพียงเพราะถ้อยคำที่พูดหรือโพสต์ทางออนไลน์” โดยชี้ว่า จำนวนนี้อาจมากกว่าประเทศในระบอบอำนาจนิยมบางประเทศเสียอีก ทั้งนี้ หนึ่งในกรณีที่ได้รับความสนใจคือ หญิงชื่อ ลูซี คอนเนลลี ที่ถูกตัดสินจำคุก 31 เดือน ฐานโพสต์ข้อความวิจารณ์นโยบายผู้อพยพบนโซเชียลมีเดีย

กฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ของสหราชอาณาจักรให้อำนาจหน่วยงานในการลบหรือบล็อกเนื้อหาที่ถูกมองว่า ‘เป็นอันตราย’ หรือ ‘รุนแรง’ แม้ยังไม่ได้กระทำความผิด ทำให้เกิดคำถามต่อเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่สหรัฐฯ ปกป้องมาโดยตลอด โรเจอร์สเตือนว่า “ข้อกำหนดที่คลุมเครือเช่นนี้สร้าง ‘ผลเย็นเยียบ’ (chilling effect) ที่ทำให้ทั้งบริษัทและประชาชนไม่กล้าแสดงความคิดเห็น”

ด้านกฎหมายบริการดิจิทัล (DSA) ของสหภาพยุโรปก็ไม่ได้แตกต่างกัน โดยอนุญาตให้แต่งตั้งองค์กร NGO เป็น ‘ผู้แจ้งเตือนที่เชื่อถือได้ (trusted flagger)’ เพื่อรายงานเนื้อหาที่เห็นว่าไม่เหมาะสมหรือเป็นเท็จ ซึ่งอาจถูกลบภายใต้แรงกดดันจากภาครัฐ โรเจอร์สมองว่านี่คือ “การจำกัดเสรีภาพอย่างไม่ตรงตัว แต่ใช้วิธีอ้อมในการควบคุม”

โรเจอร์สยังระบุว่า “การเซ็นเซอร์ มักถูกใช้เพื่อปกป้องผู้มีอำนาจไม่ใช่เพื่อความปลอดภัยของสังคม” พร้อมยกตัวอย่างว่า แม้แต่การล้อเลียนนักการเมืองก็อาจผิดกฎหมายในบางประเทศ เธอยังกล่าวหาว่า รัฐบาลไบเดนกดดันโซเชียลมีเดียให้ลบเนื้อหาบางอย่าง ซึ่งเป็นอีกสัญญาณของการใช้เซ็นเซอร์เพื่อควบคุมความเห็น

ในประเด็นเทคโนโลยีใหม่ โรเจอร์สยอมรับว่า AI และดีปเฟกมีความเสี่ยง แต่เตือนว่า “อย่าใช้ความกลัวเป็นข้ออ้างในการออกกฎควบคุมที่เกินจำเป็น เพราะกฎหมายที่เรามีอยู่แล้วก็สามารถรับมือได้ในระดับหนึ่ง” โดยเธอยกตัวอย่างฟีเจอร์ ‘Community Notes’ ของแพลตฟอร์มเอ็กซ์(X) ว่าเป็นแนวทางที่ดี เพราะ “เปิดให้ผู้ใช้หลากหลายความเห็นร่วมตรวจสอบความถูกต้อง จนบางครั้งแม่นยำกว่าองค์กรข่าวด้วยซ้ำ” *ความคิดเห็น*

หนึ่งในข้อกังวลที่ชัดเจนคือบทลงโทษที่เกิดจากกฎหมาย DSA ซึ่งโรเจอร์สมองว่าเป็นเหมือน “*ภาษีการเซ็นเซอร์ (Censorship Tariff)*” ที่มุ่งเป้าไปยังบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ที่ยึดหลักกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพการแสดงออก ผลคือบริษัทเหล่านี้อาจต้องเปลี่ยนโครงสร้างการจัดการเนื้อหาจนคล้ายกับยุโรป เพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับที่สูงขึ้นเรื่อยๆ *ความคิดเห็น*

ขณะที่จนถึงปัจจุบันยังไม่เกิดกรณีเรียกค่าปรับขนาดใหญ่ แต่โรเจอร์สเตือนว่า หากแนวโน้มยังดำเนินต่อไป บริษัทอเมริกันก็อาจต้องยอมปรับตัวรับรูปแบบการกลั่นกรองแบบยุโรป นำมาซึ่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานทั่วโลก รวมถึงในสหรัฐฯ ด้วย

ท้ายที่สุด โรเจอร์สเน้นว่า “เสรีภาพมีอยู่ได้เพราะเราปกป้องมัน และจะสูญเสียทันทีที่เราละเลย” พร้อมระบุว่า อีลอน มัสก์(Elon Musk) เป็นซีอีโอเทคโนโลยีรายเดียวที่กล้ายืนหยัดขัดขืนแรงกดดันของรัฐบาล เธอยังยกกรณีการเซ็นเซอร์ข้อมูลเกี่ยวกับวัคซีนในช่วงแรกของการระบาด ว่าเป็นเครื่องเตือนใจถึงความพยายามของหลายฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับการควบคุมมากกว่าความจริง ปัญหาเช่นนี้ควรถูกกล่าวถึงไม่ใช่แค่ในสหรัฐ แต่ควรเป็นบทเรียนสำคัญต่อผู้ใช้ออนไลน์ทั่วโลก *ความคิดเห็น*

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1