เอไอพลิกโฉมแรงงานความรู้ทั่วโลก ‘ไมโครซอฟท์’ ชี้โอกาสเติบโตสูงในตลาดเกิดใหม่
เอไอกำลังเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานของแรงงานความรู้ในระดับรากฐาน โดยกลายเป็น ‘ผู้ช่วยดิจิทัล’ ที่อยู่เคียงข้างผู้ใช้งาน เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแค่ส่งผลต่อวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่ยังกระทบถึงโครงสร้างเศรษฐกิจทั่วโลก ล่าสุด แซทยา นาเดลลา(Satya Nadella) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของไมโครซอฟท์(MSFT) เปิดเผยว่า เอไอจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในภูมิภาคตลาดเกิดใหม่หรือกลุ่ม ‘โกลบอลเซาท์’ ซึ่งสามารถใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อผลักดัน *การเติบโตของ GDP* อย่างก้าวกระโดด
“การปฏิวัติแรงงานความรู้ในครั้งนี้ใหญ่ที่สุดนับแต่ยุคคอมพิวเตอร์เริ่มต้น” นาเดลลากล่าว พร้อมเสริมว่าเอไอไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือ แต่คือ ‘เพื่อนร่วมงาน’ ที่มีบทบาทในทุกมิติ ตั้งแต่เครื่องมือเขียนโค้ด ไปถึงการกลายเป็น *เอเจนต์อัจฉริยะ* ที่สามารถทำงานแทนได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งสร้างโอกาสให้ทั้งบุคลากรและองค์กรเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมีนัยสำคัญ
นาเดลลาเชื่อว่าช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ต้องการวิธีคิดใหม่ เขายกตัวอย่างว่า แนวคิดเรื่อง ‘การมอบหมายงานและการได้รับความช่วยเหลือ’ เป็นหัวใจสำคัญของวิธีใช้งานคอมพิวเตอร์ในยุคเอไอ นักพัฒนายุคใหม่ต้องรู้จักให้งานกับเอไอทำในมุมกว้าง และขณะเดียวกันย้อนตรวจสอบกระบวนการในเชิงลึก
โครงสร้างเชิงสร้างสรรค์ที่ไมโครซอฟท์ได้นำมาใช้ เช่น ‘ฟูลสแต็กบิลเดอร์’ บนแพลตฟอร์มลิงค์ด์อิน(LinkedIn) ซึ่งพนักงานสามารถคิด ออกแบบ และลงมือทำได้ในคนเดียว ช่วยให้กระบวนการทำงานเร็วขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นขององค์กร และลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นาเดลลาย้ำคือบทบาทของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่อ *สัดส่วน GDP* ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยชี้ว่า “ตัวชี้วัดสำคัญที่สุดของการแข่งขันเอไอคือ *ส่วนแบ่งตลาด*” เขายังระบุว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากแพลตฟอร์มโดยตรง แต่เกิดจาก *ระบบนิเวศ* ที่ขยายบนพื้นฐานของแพลตฟอร์ม เช่น รายได้จากการใช้งานเชิงธุรกิจบนเชียร์พอยต์(SharePoint) มีมูลค่าสูงกว่าแพลตฟอร์มแม่ถึง 7 เท่า
ในภูมิภาคโกลบอลเซาท์ นาเดลลาเชื่อว่าหากรัฐบาลนำเทคโนโลยีเอไอไปใช้ จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารภาครัฐ และส่งเสริมกลไกทางเศรษฐกิจให้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด *ความคิดเห็น* ลักษณะเช่นนี้สะท้อนว่า เอไอจะไม่จำกัดอยู่แค่ในภาคธุรกิจ แต่ครอบคลุมไปถึงระดับระบบการคลังและการบริหารประเทศ
นอกจากนี้ กลยุทธ์ในการปรับใช้เอไอในองค์กรก็มุ่งเน้นไปที่ ‘การเสริมศักยภาพของพนักงานเดิม’ มากกว่าการจ้างใหม่ นาเดลลาอธิบายว่า “การให้เครื่องมือใหม่แก่คนในองค์กรมีประสิทธิภาพกว่าจ้างคนใหม่เข้ามา” เขายังเสริมว่าเครื่องมือเอไอสามารถยกระดับทุกด้านของการทำงาน ตั้งแต่การเขียนโค้ด การเรียนรู้งานใหม่ ไปจนถึงการเร่งให้เกิดไอเดียใหม่ได้ทันท่วงที
โดยเฉพาะในหมู่นักพัฒนาใหม่ เอไอเริ่มทำหน้าที่เป็น ‘ที่ปรึกษาอัตโนมัติ’ ช่วยเร่งการเรียนรู้งาน และส่งเสริมให้เขียนโค้ดที่มีคุณภาพสูงขึ้น เป็นการช่วยให้บุคลากรใหม่ปรับตัวเข้ากับระบบเทคโนโลยีขององค์กรได้เร็วขึ้น
สุดท้าย นาเดลลาประเมินว่า *รูปแบบการพัฒนาเอไอ* จะเปลี่ยนจากการใช้โมเดลเดี่ยว มาเป็นระบบที่ใช้ ‘หลายโมเดล’ ประกอบกันตามวัตถุประสงค์ นี่เป็นแนวโน้มที่ชี้ให้เห็นว่าในอนาคต โมเดลเอไอจะมีความหลากหลายพอ ๆ กับจำนวนบริษัทในโลก และจะกลายเป็น *โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล* แบบเดียวกับฐานข้อมูลในปัจจุบัน
ไมโครซอฟท์ในฐานะหนึ่งในผู้นำของคลื่นการเปลี่ยนแปลงนี้ จึงวางหมากสองด้าน ทั้งการขยายระบบนิเวศที่เติบโตบนแพลตฟอร์ม และการพัฒนาศักยภาพของพนักงานภายใน เพื่อคว้า *ความเป็นผู้นำในตลาดเอไยุคถัดไป* อย่างมั่นคง
ความคิดเห็น 0