โมเดลปัญญาประดิษฐ์ ‘กรอก(Grok)’ ของอีลอน มัสก์(Elon Musk) ได้สร้างความสนใจอย่างมาก หลังจากเผยการคาดการณ์ราคาของสกุลเงินดิจิทัลหลักอย่าง ริปเปิล(XRP), โซลานา(SOL) และบิตคอยน์(BTC) ณ สิ้นปี 2026 โดยมองว่า หากสหรัฐฯ มีความชัดเจนด้านกฎระเบียบ และตลาดยังอยู่ในช่วงขาขึ้นระยะยาว สินทรัพย์ดิจิทัลเหล่านี้อาจทำสถิติสูงสุดตลอดกาลอีกครั้ง
กรอกคาดการณ์ว่า ริปเปิล(XRP) อาจแตะระดับสูงสุดที่ 8 ดอลลาร์ ภายในช่วงสิ้นปี 2026 ซึ่งมากกว่าระดับปัจจุบันประมาณ 400% โดยราคาปัจจุบันอยู่ที่ราว 1.61 ดอลลาร์ การวิเคราะห์นี้อิงจากแรงสนับสนุนของปัจจัยทางเทคนิคที่แข็งแกร่ง และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบที่เริ่มเอื้ออำนวย โดยเฉพาะหลังจากที่บริษัท Ripple ได้รับชัยชนะสำคัญจากการฟ้องร้องกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาขยับแตะระดับ 3.65 ดอลลาร์ พร้อมฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาอีกครั้ง
จากมุมมองทางเทคนิค ปัจจุบันดัชนี RSI อยู่ที่ระดับ 28 ซึ่งอยู่ในโซนที่ถูกขายมากเกินไป และอาจดึงดูดแรงซื้อใหม่ ในขณะเดียวกัน การพูดคุยในสภาสหรัฐฯ เกี่ยวกับร่างกฎหมายควบคุมคริปโตที่ชื่อว่า 'CLARITY' รวมถึงการไหลเข้าของเม็ดเงินจาก ETF ต่าง ๆ ก็อาจกลายเป็นแรงส่งเพิ่มเติมให้ XRP ราคาพุ่ง
สำหรับโซลานา(SOL) กรอกประเมินว่า ราคาของโทเคนนี้อาจทะยานแตะ 500 ดอลลาร์ภายในปี 2027 ขึ้นไปจากระดับปัจจุบันที่ประมาณ 103 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นกว่า 385% โดยมีแรงหนุนจากการเติบโตของระบบนิเวศ ล่าสุด มูลค่ารวมที่ถูกล็อกไว้(TVL) ในเครือข่ายโซลานาพุ่งทะลุ 7,500 ล้านดอลลาร์ สะท้อนถึงการเข้ามาของนักพัฒนาและผู้ใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้น
การเปิดตัวกองทุน ETF ที่มีโซลานาเป็นสกุลหลักโดยสถาบันอย่าง Bitwise และ Grayscale ยิ่งช่วยเพิ่มความสนใจจากตลาด อีกทั้ง หากราคาบิตคอยน์กลับไปแตะระดับ 100,000 ดอลลาร์จริง การฟื้นตัวเชิงโครงสร้างของ SOL ก็อาจเริ่มต้นได้เร็วขึ้น ขณะที่บทบาทของโซลานาในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการแปลงสินทรัพย์จริงเป็นโทเคนก็เริ่มได้รับความสนใจจากสถาบันการเงินในสหรัฐฯ มากขึ้นเรื่อย ๆ
ด้านบิตคอยน์(BTC) กรอกตั้งเป้าหมายระยะกลางไว้ที่ 250,000 ดอลลาร์ภายในปี 2027 แม้ราคาล่าสุดจะถอยลงมาเหลือประมาณ 78,200 ดอลลาร์ จากจุดสูงสุดที่ 126,080 ดอลลาร์เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน โดยให้เหตุผลว่า ความไม่สงบทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงคำพูดของประธานาธิบดีทรัมป์เกี่ยวกับกรีนแลนด์ ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องมาตรการภาษีตอบโต้จากสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ตาม ‘ความคิดเห็น’ ของกรอกยังคงมองบวกในระยะยาว โดยระบุว่าการเข้ามาลงทุนของสถาบันและเหตุการณ์ ‘Halving’ ที่จะเกิดขึ้น จะลดปริมาณการผลิตบิตคอยน์ใหม่ในระบบ ส่งผลให้แรงกดดันในฝั่งอุปทานลดน้อยลง จนสามารถดันราคาขึ้นได้ นอกจากนี้ หากรัฐบาลสหรัฐฯ ริเริ่มนโยบายกักเก็บบิตคอยน์เป็นทรัพย์สินสำรอง ความต้องการใหม่จากฝั่งภาครัฐจะกลายเป็นปัจจัยเร่งราคาสำคัญ
ขณะที่โครงการแม้จะไม่ได้ถูกรวมอยู่ในการคาดการณ์หลักของกรอก แต่ก็มีชื่อของเหรียญมีมน้องใหม่อย่าง 'แม็กซีโดจิ(MAXI)' ซึ่งสามารถระดมทุนได้ถึง 4.6 ล้านดอลลาร์ในช่วงพรีเซลล์ โครงการนี้เป็นเหรียญ ERC-20 บนเครือข่ายอีเธอเรียม(ETH) ที่มีแนวคิดล้อเลียนเหรียญดั้งเดิมอย่างดอจคอยน์(DOGE) และวางจุดขายว่ามีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า รวมถึงให้ผลตอบแทนแบบ staking สูงสุดถึง 68% ต่อปี โดยโครงสร้างการขายล่วงหน้ายังถูกออกแบบให้ราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนรอบ
สรุปแล้ว การคาดการณ์ของโมเดลกรอก เน้นไปที่ ‘กรณีฐานแบบโลกสวย’ ที่ปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ, การลดลงของอุปทาน และภาวะตลาดขาขึ้น ล้วนส่งผลบวกต่อสินทรัพย์ดิจิทัล แม้จะมีการระบุถึงความเปราะบางจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนระยะสั้น ก็ยังสะท้อนถึงความหวังของนักลงทุนที่มองว่าตลาดคริปโตยังมี ‘อนาคต’ ถ้าองค์ประกอบต่าง ๆ คลี่คลายไปในเชิงบวก
ความคิดเห็น 0