การลงทุนจากอาบูดาบีมูลค่า 6,800 พันล้านวอน สร้างความสั่นสะเทือนในแวดวงการเมืองและการเงินของสหรัฐฯ หลังมีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับประธานาธิบดีทรัมป์ โดยเฉพาะเมื่อ เจพีมอร์แกน(JPM) เองก็กำลังเผชิญกับวิกฤตความเสี่ยงทางการเมืองและแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับดูแล
จากรายงานของ Wall Street Journal เมื่อวันที่ 24 นักลงทุนจากราชวงศ์อาบูดาบี ‘เชค ทานูน บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน’ ได้เข้าซื้อหุ้น 49% ในบริษัท ‘World Liberty Financial (WLFI)’ ด้วยมูลค่าประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7,274 พันล้านวอน) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคริปโตที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวของประธานาธิบดีทรัมป์ สัญญาดังกล่าวได้ลงนามโดยลูกชายของทรัมป์, อีริค ทรัมป์ เพียงสี่วันก่อนที่บิดาของเขาจะกลับเข้ามาสู่ตำแหน่งอีกครั้ง
เงินจำนวนราว 2.5 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,637 พันล้านวอน) ได้มีการโอนในเฟสแรก โดยส่วนหนึ่งประมาณ 1.87 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,721 พันล้านวอน) ถูกส่งไปยังบริษัทที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวทรัมป์ หากธุรกรรมทั้งหมดเสร็จสมบูรณ์ เชคทานูนจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดใน WLFI
‘คำ’ ที่ทำให้ข้อตกลงนี้กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองและการเงิน ไม่ใช่แค่จำนวนเงิน แต่รวมถึงจังหวะเวลา ชาติต้นทางของเงินลงทุน และความเชื่อมโยงกับทรัมป์ ส.ว. เอลิซาเบธ วอร์เรน จากพรรคเดโมแครตเรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลหยุดการพิจารณาอนุมัติ WLFI ทันที ขณะที่บริษัทต้นเรื่องชี้แจงว่า การลงทุนไม่มีความเกี่ยวข้องกับตัวทรัมป์โดยตรง
เชค ทานูนยังดำรงตำแหน่งเป็นประธานของบริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ G42 ซึ่งเพิ่งได้รับอนุญาตให้นำเข้าชิป AI จากสหรัฐฯ ได้ ความสัมพันธ์ระหว่าง G42, ทรัมป์ และเงินลงทุนจากต่างประเทศจึงสร้าง ‘ความคิดเห็น’ ว่าอาจมีผลกระทบเชิงนโยบายระยะยาว แม้ยังไม่มีหลักฐานการกระทำผิด แต่กระแสความสงสัยเกี่ยวกับความโปร่งใสและอิทธิพลทางธุรกิจกำลังเพิ่มขึ้น
อีกมุมหนึ่งของความขัดแย้งคือการฟ้องร้องจากประธานาธิบดีทรัมป์ต่อเจพีมอร์แกน โดยเขาอ้างว่า ธนาคารได้ปิดบัญชีของตนโดยมีแรงจูงใจทางการเมือง ฝั่งธนาคารกลับยืนยันว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ซีอีโอ เจมี ไดมอน ก็มีประวัติการปะทะกับแพลตฟอร์มคริปโตอย่างคอยน์เบส(COIN) ทำให้เจพีมอร์แกนตกอยู่ในจุดตึงเครียดระหว่างโลกการเงินแบบดั้งเดิมและสินทรัพย์ดิจิทัล
นักวิเคราะห์ตลาดมองว่า แม้ราคาหุ้นเจพีมอร์แกนจะเติบโตต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา แต่ความเสี่ยงทางกฎหมายและการเมือง รวมถึงกฎระเบียบที่เริ่มเข้มข้น อาจทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลง โดยเฉพาะเมื่อสำนักงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ กำลังจับตานโยบาย ‘การตัดออกจากระบบธนาคาร’ หรือ ‘debanking’ อย่างใกล้ชิด
กรณีของ WLFI ไม่ใช่เพียงข่าวในแวดวงคริปโต แต่ยังสะท้อนความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างเงินทุนต่างชาติ เทคโนโลยีขั้นสูง และบุคคลทางการเมืองอย่างทรัมป์ ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ คาดการณ์ได้ว่า บริษัทการเงินขนาดใหญ่เช่นเจพีมอร์แกนจะยังคงเผชิญ ‘บททดสอบ’ สำคัญอย่างต่อเนื่องในอนาคต
ความคิดเห็น 0