Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

อีเธอเรียม(ETH)ร่วงหนักกว่า 30% บีบ 'เทรนด์ รีเสิร์ช' เทขาย 400,000 เหรียญชำระหนี้

แนวโน้มราคาตกฮวบของอีเธอเรียม(ETH)ในช่วงที่ผ่านมา ได้กระทบถึงนักลงทุนรายใหญ่ อย่างเทรนด์ รีเสิร์ช(Trend Research) ที่ต้องขายอีเธอเรียมออกไปถึงประมาณ 400,000 เหรียญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อชำระหนี้ที่กู้ยืมไว้ ท่ามกลางแรงขายที่เพิ่มสูงทั่วทั้งตลาดคริปโต การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณว่านักลงทุนระดับสถาบันเริ่มมีความกังวลต่อภาวะตลาดร่วงหนัก

ข้อมูลจากอาคัม(Arkham) บริษัทวิเคราะห์บนบล็อกเชน ระบุว่า เทรนด์ รีเสิร์ชเคยถือครองโทเคน AETHWETH ประมาณ 651,170 เหรียญเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แต่จนถึงวันศุกร์ จำนวนลดลงเหลือเพียง 247,080 เหรียญ ซึ่งบ่งบอกว่ามีการถ่ายโอนไปยังไบแนนซ์เป็นจำนวนมาก รวมแล้วกว่า 411,075 เหรียญในช่วงต้นเดือนนี้

สาเหตุหลักของการขายดังกล่าว มาจากการที่ราคาอีเธอเรียมร่วงลงกว่า 30% ภายในระยะเวลาเพียง 7 วัน โดยเมื่อวันศุกร์ ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 1,748 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.56 ล้านบาท) ก่อนจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 1,967 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.88 ล้านบาท) การร่วงลงของราคาทำให้สัดส่วนการค้ำประกันลดลง สร้างแรงกดดันให้ต้องเร่งขายสินทรัพย์เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงิน

เทรนด์ รีเสิร์ชเป็นบริษัทที่เชื่อมโยงกับแจ็ก ยี(Jack Yi) ผู้ก่อตั้งบริษัทลงทุนด้านคริปโตในฮ่องกงอย่างลิควิด แคปิตอล โดยเขาใช้กลยุทธ์ซื้ออีเธอเรียม นำไปวางเป็นหลักทรัพย์เพื่อกู้เงินในรูปแบบสเตเบิลคอยน์ แล้วนำเงินนั้นกลับไปซื้ออีเธอเรียมเพิ่มอีกต่อหนึ่ง เป็นแนวทางการลงทุนแบบใช้เลเวอเรจซึ่งหากตลาดเคลื่อนไหวผิดทาง ก็จะเสี่ยงอย่างมาก

ไม่เพียงแต่อีเธอเรียมเท่านั้น แต่บิตคอยน์(BTC)ก็เผชิญกับสถานการณ์เลวร้ายเช่นกัน โดยราคาล่าสุดร่วงลงถึง 13% ภายในวันเดียว จนตกไปแตะระดับ 60,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 8.79 ล้านบาท) ซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เหตุการณ์ล่มของโปรเจกต์ลูน่า(ลูน่า) เมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว

ดัชนี ‘ความกลัวและความโลภของคริปโต’ ที่สะท้อนความรู้สึกของนักลงทุน ร่วงลงไปอยู่ที่ 9 จากคะแนนเต็ม 100 ซึ่งเป็นระดับ ‘ความกลัวขั้นสุด’ เช่นเดียวกันกับช่วงวิกฤตลูน่าในปี 2022 บิตคอยน์ที่เคยทำจุดสูงสุดที่ 126,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 18.46 ล้านบาท) เมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน ขณะนี้ราคาลดลงมากกว่าครึ่ง

เจฟ โค(Jeff Ko) นักวิเคราะห์อาวุโสจากโคอินเอ็กซ์ รีเสิร์ช(CoinEx Research) แสดงความคิดเห็นว่า การปรับฐานของบิตคอยน์ในรอบนี้ได้รับผลจากความกังวลในหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐ โดยเฉพาะฟองสบู่ AI ที่มีผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้นในตลาด ทำให้ตลาดทั่วโลกรับความเสี่ยงน้อยลง ส่งผลถึงคริปโตด้วย

ในอีกด้านหนึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศตกต่ำของตลาด แพลตฟอร์มพยากรณ์แบบกระจายศูนย์อย่างโพลีมาร์เก็ต(Polymarket) ก็เดินหน้าปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการร่วมมือกับเซอร์เคิล(Circle) เพื่อเปลี่ยนระบบชำระเงินมาใช้ USDC เวอร์ชันเนทีฟ โดยตัดการใช้ USDC.e ที่สร้างผ่านบริดจ์ข้ามเชน ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพด้านการเงิน

เชย์น คอปลัน(Shayne Coplan) ผู้ก่อตั้งโพลีมาร์เก็ตกล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยสร้างมาตรฐานในการชำระเงินที่สอดคล้องและปลอดภัยยิ่งขึ้นสำหรับผู้ใช้งาน ในขณะที่แพลตฟอร์มกำลังขยายตัว ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนถึงแนวโน้มที่เนทีฟสเตเบิลคอยน์กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่สำหรับระบบการเงินบนบล็อกเชน

แม้ตลาดคริปโตจะเผชิญความไม่แน่นอน แต่ความพยายามด้านพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการปรับปรุงระบบยังคงดำเนินไปต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ความวิตกเกี่ยวกับเศรษฐกิจมหภาคยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเลือกชะลอการเคลื่อนไหวในสินทรัพย์ดิจิทัล

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1