บิตคอยน์(BTC) ฟื้นตัวขึ้นประมาณ 14% ภายในระยะเวลา 4 วัน ล่าสุดยืนเหนือระดับ 69,000 ดอลลาร์ (ราว 2.5 ล้านบาท) ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม นักเทรดรายใหญ่ในตลาดยังคงเลือกตั้งรับด้วยกลยุทธ์ ‘ระมัดระวัง’ โดยข้อมูลจากหลายตลาดหลักระบุชัดว่า ‘สถานะซื้อ(Long Position)’ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงบันทึก ‘กระแสเงินทุนไหลเข้า’ ได้กว่า 516 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท) ในระยะเวลาเดียวกัน
การฟื้นตัวนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ราคาบิตคอยน์เคยร่วงแตะระดับต่ำสุดราว 60,130 ดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางความตื่นตระหนกในตลาดที่นักลงทุนต่างชี้ว่ามาจากปัจจัยภายนอก เช่น ดัชนี S&P 500 แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และราคาทองคำที่ปรับขึ้นกว่า 20% ภายใน 2 เดือน สถานการณ์นี้ยิ่งสร้างความระมัดระวัง เนื่องจากราคาบิตคอยน์ร่วงลงมากกว่า 52% จากจุดสูงสุด 126,220 ดอลลาร์ที่เคยทำไว้เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
ข้อมูลจากไบแนนซ์ระบุว่า อัตราส่วน Long-Short ของเทรดเดอร์กลุ่มใหญ่ตกลงจาก 1.93 เหลือเพียง 1.20 ซึ่งถือว่าเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 30 วัน สะท้อนความต้องการใช้เลเวอเรจในฝั่งขาขึ้นที่อ่อนแรงลงอย่างชัดเจน ด้านโอเคเอ็กซ์(OKX) ก็พบการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน โดยอัตราส่วนดังกล่าวลดจาก 4.3 เหลือ 1.7 ภายในไม่กี่วันหลังจากเกิดการ ‘ล้างพอร์ต’ สถานะซื้อกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่า หลายรายจำเป็นต้องถอนตัวจากตลาดเพราะขาดหลักประกันในตลาดมาร์จิ้น ไม่ใช่เพราะมุมมองขาลงในระยะยาวแต่อย่างใด
ในทางตรงกันข้าม กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตกลับฟื้นตัวได้ดี ETF ที่ซื้อขายในสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ติดลบติดต่อกัน 3 วันกลับมีเงินทุนใหม่ไหลเข้ามากถึง 516 ล้านดอลลาร์ตั้งแต่วันศุกร์ ก่อนหน้านั้น การไหลออกของทุนเป็นผลจากความล้มเหลวของกองทุนหนึ่งในเอเชียที่ใช้เงินจากการกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำเป็นหลักในกลยุทธ์เลเวอเรจ ทั้งนี้ แฟรงคลิน บี พันธมิตรจากแพนเธราแคปิตอล ให้ *ความคิดเห็น* ว่า บริษัทเทรดทั่วไปที่ไม่เชี่ยวชาญคริปโตได้ลดความเสี่ยงในกองทุน ETF ควบคู่กับสินทรัพย์กลุ่มอื่น เช่น เมื่อราคาซิลเวอร์(Silver)ร่วงเกือบ 45% ภายในสัปดาห์เดียว เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนภาวะตึงตัวของมาร์จิ้นมากกว่าจะเป็นสัญญาณถอยของคริปโตจริงๆ
จากข้อมูลของตลาดอนุพันธ์บิตคอยน์ เช่น แพลตฟอร์มเดอริบิต พบว่าความต้องการซื้อออปชัน ‘Put’ เพื่อป้องกันการร่วงของราคาพุ่งขึ้นจนสัดส่วน Call-Put สูงถึง 3.1 ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.7 ซึ่งยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ แสดงให้เห็นว่าขณะนี้เทรดเดอร์ให้ความสำคัญกับการควบคุมความเสี่ยงมากกว่าการเก็งกำไร ขณะเดียวกัน *ความคิดเห็น* จากนักกลยุทธ์ในตลาดระบุว่า การลดเลเวอเรจในช่วงนี้สะท้อนความไม่แน่นอนในระยะสั้นมากกว่าจะบ่งบอกถึงแนวโน้มขาลงระยะยาว
สิ่งที่น่าสนใจคือ ‘ปัจจัยพื้นฐานของบิตคอยน์ไม่ได้เปลี่ยนไป’ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติในการต้านการควบคุม หรือระบบนโยบายการเงินที่เข้มงวดของตัวเหรียญเอง การที่สถานะอนุพันธ์ชะลอ ไม่ได้แปลว่าความเชื่อมั่นในบิตคอยน์หายไป ตรงข้าม กลุ่มลงทุนขนาดใหญ่ยังคงป้อนเงินผ่าน ETF อย่างสม่ำเสมอ สะท้อนว่า ตลาดคริปโตอาจกำลังอยู่ในช่วง ‘พักฐาน’ เพื่อเตรียมเข้าสู่รอบฟื้นตัวครั้งใหม่
จากนี้ไปทิศทางของตลาดอาจขึ้นกับการเคลื่อนไหวของผู้มีอำนาจกำกับดูแลและสถาบันหลักในตลาดการเงิน ซึ่งกำลังทวีบทบาทสำคัญในการกำหนดแนวโน้มราคาของบิตคอยน์และสินทรัพย์ดิจิทัลโดยรวม
ความคิดเห็น 0