สหรัฐฯ เดินหน้าปรับกรอบกำกับ ‘สเตเบิลคอยน์(Stablecoin)’ ครั้งใหญ่ โดยล่าสุดประเด็น ‘ดอกเบี้ยจากการฝากสเตเบิลคอยน์’ ถูกมองว่าแทบจะหลุดออกจากโต๊ะเจรจาไปแล้ว หลังทำเนียบขาวภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์เข้ามาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยโดยตรง ทิศทางใหม่หันมาโฟกัสที่ ‘รางวัลหรือผลตอบแทนที่ผูกกับพฤติกรรมการใช้งาน’ แทนการจ่ายดอกเบี้ยจากการถือครองเฉยๆ
การถกเถียงครั้งนี้เป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการออกกฎหมาย ‘CLARITY’ ซึ่งตั้งเป้าวางกรอบกำกับตลาดคริปโตของสหรัฐฯ แบบครบวงจร และกฎหมายกำกับสเตเบิลคอยน์ ‘GENIUS’ ที่กำลังรอการพิจารณา ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ความเห็นที่ไม่ลงรอยเรื่องโครงสร้างดอกเบี้ยสเตเบิลคอยน์ทำให้การพิจารณากฎหมายล่าช้า แต่เมื่อทำเนียบขาวลงมาชี้ทิศทางเอง หลายฝ่ายมองว่าจังหวะการเจรจาอาจเริ่มเดินหน้าเร็วขึ้น
เมื่อวันพฤหัสบดี (เวลาท้องถิ่น) ทำเนียบขาวเชิญตัวแทนภาคคริปโตและภาคธนาคารมาหารืออีกครั้ง โดยโฟกัสที่โครงสร้าง ‘ดอกเบี้ยและรางวัล (reward)’ ของการถือครองสเตเบิลคอยน์ ประเด็นนี้ถูกมองว่าเป็นข้อขัดแย้งที่ใหญ่ที่สุดในร่างกฎหมาย ‘CLARITY’ การประชุมรอบล่าสุดลดขนาดให้เล็กลง เป็นการพูดคุยแบบปิดเฉพาะตัวแทนหลักจากแต่ละฝั่ง ฝั่งคริปโตมีบริษัทอย่าง คอยน์เบส, ริปเปิล, บริษัทลงทุนอย่าง แอนดรีเซนฮอโรวิทซ์ รวมถึงสมาคมอย่าง บล็อกเชนอโซซิเอชัน และคณะกรรมการนวัตกรรมคริปโต(CCI) ขณะที่ฝั่งธนาคารส่งสมาคมใหญ่ เช่น สมาคมธนาคารอเมริกัน(ABA), สถาบันนโยบายการธนาคาร(BPI) และสมาคมธนาคารท้องถิ่น(ICBA) เป็นตัวแทน
ตามรายงานของนักข่าว เอลีเนอร์ เทอร์เรต การประชุมรอบนี้มีความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ ‘ทำเนียบขาวเป็นฝ่ายนำการเจรจา’ ก่อนหน้านี้มักเป็นการโต้แย้งกันตรงๆ ระหว่างบริษัทคริปโตกับฝ่ายธนาคาร แต่รอบนี้ทำเนียบขาวเป็นผู้วางกรอบและชี้แนวทาง จากนั้นจึงให้แต่ละฝ่ายถกเถียงภายในกรอบดังกล่าว
เบื้องหลังการปะทะกันครั้งนี้คือโครงสร้างของร่างกฎหมาย ‘GENIUS’ ซึ่งเป็นแกนกลางของการกำกับ ‘สเตเบิลคอยน์เพื่อการชำระเงิน’ ร่างปัจจุบันห้ามผู้ออกเหรียญ (issuer) จ่ายดอกเบี้ยจากเงินสำรองของสเตเบิลคอยน์ แต่จำกัดข้อห้ามไว้ที่ ‘ผู้ออกเหรียญ’ โดยตรง ไม่ได้ไปแตะแพลตฟอร์มและผู้ให้บริการรายอื่น เช่น กระดานเทรดหรือโบรกเกอร์
ฝ่ายธนาคารมองช่องว่างนี้ว่าเป็น ‘ช่องโหว่’ หากผู้ออกเหรียญหรือแพลตฟอร์มสามารถเสนอ ‘ดอกเบี้ยจากการฝากสเตเบิลคอยน์’ ได้จริง เงินฝากอาจไหลออกจากธนาคารมายังแพลตฟอร์มคริปโต ทำให้กลไกการปล่อยกู้และการสร้างเครดิตของระบบธนาคารบิดเบี้ยว โดยเฉพาะสถาบันขนาดเล็กที่รับแรงกดดันด้านเงินฝากได้จำกัด ด้วยเหตุนี้ สมาคมธนาคารทั่วสหรัฐฯ จึงล็อบบี้วุฒิสมาชิกอย่างหนัก ให้ใส่ข้อห้ามแบบครอบคลุมลงในกฎหมาย CLARITY ว่า ‘ห้ามแพลตฟอร์ม, นายหน้า, ดีลเลอร์ หรือผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง ใดๆ ทั้งสิ้น จ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากการฝากสเตเบิลคอยน์’
ร่างเบื้องต้นของคณะกรรมาธิการการธนาคารวุฒิสภาเสนอแนวทางประนีประนอม คือ ‘ผู้ออกเหรียญ’ อาจให้รางวัลหรือผลตอบแทนสำหรับ ‘พฤติกรรมเฉพาะ’ เช่น การเปิดบัญชีใหม่หรือการทำธุรกรรมบางประเภทได้ แต่ห้ามจ่ายดอกเบี้ยให้กับผู้ถือสเตเบิลคอยน์ที่เพียง ‘ถือไว้เฉยๆ’ โดยไม่มีการเคลื่อนไหว ทว่าฝั่งคริปโตมองว่ากรอบนี้เข้มงวดเกินไป หลายบริษัทถึงขั้นถอนการสนับสนุนร่างกฎหมาย ส่งผลให้การประชุมพิจารณารายมาตรา (markup) ในคณะกรรมาธิการต้องเลื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทิศทางล่าสุดเริ่มชัดขึ้นหลังการประชุมรอบใหม่ โดย แพทริก วิทท์ กรรมการบริหารประจำสำนักประธานาธิบดีด้านสินทรัพย์ดิจิทัล นำร่างถ้อยคำจากทำเนียบขาวมาวางเป็นฐานเจรจา ตามข้อมูลที่เทอร์เรตอ้างจากผู้เข้าร่วม ร่างนี้สะท้อน “หลักการห้ามจ่ายดอกเบี้ยและผลตอบแทนจากยอดคงเหลือที่ไม่เคลื่อนไหว” ของฝั่งธนาคารค่อนข้างมาก
แกนหลักของร่างทำเนียบขาวคือ ‘ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากยอดคงเหลือสเตเบิลคอยน์ที่ไม่มีการเคลื่อนไหว’ ถูกตัดออกจากโต๊ะเจรจาเรียบร้อยแล้ว กล่าวคือ ‘ดอกเบี้ยจากการฝากหรือถือเฉยๆ’ มีแนวโน้มจะถูกห้ามชัดเจน อย่างไรก็ดี เอกสารเดียวกันระบุด้วยว่าขอบเขตการจำกัดรูปแบบ ‘รางวัล’ จะถูกเขียนให้แคบลง หมายความว่าจุดโฟกัสใหม่คือ ‘จะอนุญาตรางวัลที่ผูกกับกิจกรรมแบบไหน และในกรอบแค่ไหน’ แทนที่จะถกเถียงเรื่องดอกเบี้ยจากการถือครองอย่างเดียว
ผู้แทนจากฝั่งคริปโตรายหนึ่งประเมินว่า ความกังวลของธนาคารต่อสเตเบิลคอยน์อาจไม่ใช่เรื่อง ‘เงินฝากไหลออกจริงๆ’ มากเท่า ‘แรงกดดันด้านการแข่งขัน’ ที่ต้องเผชิญหากแพลตฟอร์มคริปโตสามารถเสนอผลตอบแทนดึงดูดลูกค้าได้ ขณะที่ตัวแทนฝั่งธนาคารเผยว่า ยังคงผลักดันให้ใส่ข้อกำหนดให้ศึกษาวิจัยผลกระทบของสเตเบิลคอยน์ต่อเงินฝากในระบบธนาคารอย่างเป็นระบบในเนื้อกฎหมาย เพื่อสร้างกลไกตรวจสอบความเสี่ยงในระยะยาว
ร่างจากทำเนียบขาวยังแทรก ‘มาตราการป้องกันการหลีกเลี่ยงกฎหมาย’ ไว้อย่างเข้มงวด โดยมอบอำนาจบังคับใช้ให้หน่วยงานหลัก ได้แก่ ‘คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์สหรัฐฯ(SEC)’, ‘คณะกรรมการกำกับสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(CFTC)’ และ ‘กระทรวงการคลังสหรัฐฯ’ หากพบความพยายามออกแบบผลิตภัณฑ์หรือโครงสร้างทางการเงินเพื่อเลี่ยงข้อห้ามจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนจากยอดเงินสเตเบิลคอยน์ที่ไม่เคลื่อนไหว
ตามข้อมูลที่เทอร์เรตเปิดเผย บริษัทที่ฝ่าฝืนอาจเจอโทษปรับสูงสุด ‘วันละ 500,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งกรณีละเมิด’ คิดเป็นเงินไทยราว 7.2 ล้านบาทต่อวัน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านกฎระเบียบของ ‘สินค้าการเงินที่อิงสเตเบิลคอยน์’ จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และผู้ให้บริการในสหรัฐฯ ทั้งกระดานเทรดและโบรกเกอร์จะต้องยกระดับการตรวจสอบกฎหมายในระดับเดียวกับหรือสูงกว่าสินค้าการเงินแบบดั้งเดิม
ฝั่งสมาคมธนาคารเตรียมสรุปสาระจากการประชุมและส่งต่อไปยังสมาชิก เพื่อรวบรวมท่าทีต่อ ‘แนวทางประนีประนอม’ ที่เปิดช่องให้แพลตฟอร์มคริปโตจ่าย ‘รางวัลที่ผูกกับการกระทำ’ เช่น การใช้จ่าย การโอน หรือการเปิดบัญชี มากกว่าดอกเบี้ยจากการถือครองเฉยๆ เทอร์เรตอ้างคำพูดผู้เข้าร่วมว่า บรรยากาศโดยรวมทำให้เป้าหมาย ‘บรรลุข้อตกลงภายในสิ้นเดือนนี้’ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป
ในภาพใหญ่ ตลาดคริปโตทั่วโลกมีมูลค่ารวมราว 2.28 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย ‘สเตเบิลคอยน์’ กินสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางขั้นสุดท้ายของกฎหมาย CLARITY และ GENIUS ว่าจะเปิดให้จ่ายดอกเบี้ยหรือรางวัลจากการถือสเตเบิลคอยน์ในระดับไหน จะส่งผลต่อโมเดลธุรกิจและการแข่งขันของตลาดสเตเบิลคอยน์ทั่วโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้
สัญญาณล่าสุดจากทำเนียบขาวชี้ชัดว่า ‘การจ่ายดอกเบี้ยให้ผู้ถือเฉยๆ’ มีแนวโน้มถูกห้ามโดยตรง ขณะที่ ‘รางวัลจากกิจกรรมเฉพาะ’ เช่น การเปิดบัญชี การใช้สเตเบิลคอยน์เพื่อชำระเงิน หรือโปรแกรมแคชแบ็ก ยังมีโอกาสถูกอนุญาตในกรอบที่จำกัดมากขึ้น นั่นหมายถึงรัฐต้องการให้ผลิตภัณฑ์ที่อิงสเตเบิลคอยน์ทำหน้าที่เป็น ‘เครื่องมือกระตุ้นการใช้และการชำระเงิน’ มากกว่าจะกลายเป็น ‘ตัวแทนเงินฝากแบบให้ดอกเบี้ย’ แข่งกับธนาคารโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ภาระกำกับที่เข้มข้นขึ้น รวมถึงข้อเสนอให้เพิ่มบทวิจัยผลกระทบเชิงระบบการเงิน จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทั้ง ‘ความเร็วในการเติบโต’ และ ‘รูปแบบบริการ’ ของผู้ประกอบการสเตเบิลคอยน์ในสหรัฐฯ ในระยะถัดไป สำหรับตลาดคริปโตโลก การกำหนดกรอบกำกับสเตเบิลคอยน์ของสหรัฐฯ ครั้งนี้อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่บังคับให้ผู้เล่นรายใหญ่ต้องปรับโมเดลรายได้จาก ‘ดอกเบี้ยฝาก’ ไปสู่ ‘รางวัลเชิงพฤติกรรม’ ภายใต้กติกาที่รัดกุมยิ่งกว่าเดิม
ความคิดเห็น 0