อีเธอเรียม(ETH) กำลังเดินหน้าใช้ ‘영지식증명(zk proof)’ เป็นมาตรฐานการยืนยันธุรกรรมบนเลเยอร์1(L1) ซึ่งอาจเปลี่ยนสมรภูมิการแข่งขันด้าน *สเกลลิง* ครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรม คณะวิจัยจากมูลนิธิอีเธอเรียม(Ethereum Foundation) นำโดย แอนส์การ์ ดีทริชส์(Ansgar Dietrichs) ระบุว่า ‘zkEVM’ จะช่วยลดภาระ ‘การรันซ้ำ(re-execution)’ ของโหนดลงอย่างมาก ดันประสิทธิภาพเครือข่ายให้สูงขึ้นไปอีกขั้น และหากเดินหน้าสู่ระบบที่ต้องมี zk proof แบบบังคับเต็มรูปแบบในระยะยาว นี่จะกลายเป็น ‘โครงสร้างใหม่ที่ใหญ่ที่สุด’ ของอีเธอเรียม(ETH)
ดีทริชส์ให้สัมภาษณ์กับ แบงค์เลส(Bankless) โดยสรุปหัวใจของ zkEVM ว่า คือการทำให้โหนดสามารถตรวจสอบความถูกต้องของบล็อกได้ โดยไม่ต้อง *รันธุรกรรมทั้งหมดซ้ำอีกรอบ* ส่งผลให้ต้นทุนการคำนวณลดลงมหาศาล ปัจจุบันบล็อกเชนส่วนใหญ่ รวมถึง บิตคอยน์(BTC) ใช้วิธีให้โหนดทุกตัวคำนวณธุรกรรมซ้ำเพื่อยืนยันความถูกต้อง แม้จะช่วยรักษาความกระจายศูนย์ด้านการตรวจสอบ แต่ก็ทำให้ภาระการประมวลผล การเก็บข้อมูล และการใช้แบนด์วิธเพิ่มขึ้นตามขนาดเครือข่าย
‘zkEVM’ เปลี่ยนจากการรันซ้ำ มาเป็นยืนยันด้วยหลักฐาน
ในโมเดล zkEVM สิ่งที่เปลี่ยนไปคือวิธี ‘ตรวจสอบ’ บล็อก ไม่ใช่วิธี ‘สร้าง’ บล็อก อีเธอเรียมยังใช้สภาพแวดล้อมที่เข้ากันได้กับ ‘EVM’ อยู่เหมือนเดิม แต่จะเพิ่มกลไกที่ใช้ ‘zk proof’ เพื่อพิสูจน์ในเชิงคริปโตกราฟีว่า “บล็อกนี้ถูกสร้างตามกฎทุกประการ” ด้วยหลักฐานที่ถูกบีบอัดให้มีขนาดเล็กมาก จุดสำคัญคือ ผู้ตรวจสอบไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดและรันทุกคำสั่งในบล็อกซ้ำอีกรอบ ก็สามารถมั่นใจได้ในความถูกต้องของสถานะใหม่
ดีทริชส์ชี้ว่า การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่ม *Throughput* หรือปริมาณธุรกรรมต่อวินาที แต่คือการคลายคอขวดด้านประสิทธิภาพ โดยยังรักษาจุดเด่นด้าน ‘ความสามารถในการยืนยัน(verification)’ และ ‘ความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนหลัง(auditability)’ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่อีเธอเรียมยึดถือมาตลอด
หนึ่งในประเด็นสำคัญคือการลดภาระด้าน ‘Disk I/O’ หรือการอ่าน–เขียนข้อมูลบนสตอเรจ ระหว่างการประมวลผลธุรกรรม โหนดต้องอ่านและอัปเดต ‘สถานะ(State)’ จำนวนมาก ยิ่งเครือข่ายโต ต้นทุนด้านนี้ยิ่งสูงขึ้น ทำให้การรันโหนดเต็มรูปแบบซับซ้อนและแพงขึ้นตามไปด้วย การใช้ zk proof ทำให้ไม่ต้องจำลองกระบวนการรันทั้งหมดซ้ำ แต่เปลี่ยนมาเป็นการตรวจสอบ ‘หลักฐาน’ ที่มีโครงสร้างตายตัวแทน ซึ่งใช้ทรัพยากรน้อยกว่ามาก
หากผสมผสานแนวคิด ‘Partial Statelessness’ หรือการที่โหนดไม่ต้องถือชุดสถานะทั้งหมดตลอดเวลา แต่ถือเฉพาะส่วนที่จำเป็นร่วมกับข้อมูลเสริมบางอย่าง การรันโหนดก็จะเบาลงไปอีก เปิดพื้นที่สู่โมเดลโหนดที่ยืดหยุ่นและเข้าถึงง่ายขึ้น
จาก ‘ตรวจสอบแบบอะซิงก์’ สู่ ‘ตรวจสอบแบบซิงก์’ เร็วและลื่นกว่า
ดีทริชส์ยังมองว่า zkEVM จะเปลี่ยน ‘จังหวะเวลา’ ของการตรวจสอบบล็อกด้วย ปัจจุบันกระบวนการคือ: บล็อกถูกสร้าง – ถูกกระจาย – จากนั้นโหนดจึงค่อยรันธุรกรรมในบล็อกซ้ำเพื่อยืนยันความถูกต้อง ซึ่งเป็นลักษณะ ‘อะซิงโครนัส(asynchronous)’ คือการยืนยันตามมาภายหลัง
เมื่อมี zk proof เข้ามา ผู้ตรวจสอบสามารถเช็กความถูกต้องของบล็อกได้ ‘ก่อน’ ที่จะนำสถานะใหม่ไปใช้จริง ทำให้กระบวนการเข้าใกล้ ‘ซิงโครนัส(synchronous)’ มากขึ้น หากการเปลี่ยนผ่านนี้สำเร็จ การประสานงานของเครือข่ายตั้งแต่การสร้างบล็อก การแพร่กระจาย ไปจนถึงการยืนยันจะลื่นไหลและมี latency ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ zk proof ยังช่วยลดความจำเป็นในการดาวน์โหลดข้อมูลของบล็อกทั้งหมดเพื่อยืนยัน ทำให้ประหยัดแบนด์วิธ โดยเฉพาะในสภาวะที่ปริมาณข้อมูลบนเชนพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ การลดต้นทุนการกระจายข้อมูลถือเป็นหนึ่งในหัวใจของการเพิ่ม *สเกล* ให้เครือข่ายบล็อกเชนขนาดใหญ่
‘zk proof แบบบังคับ’ ยังไม่มาเร็ว ๆ นี้ แต่เริ่มใช้จริงได้ภายใน 12 เดือน?
ถึงอย่างนั้น โรดแมปของอีเธอเรียมไม่ได้หมายความว่า การใช้ zk proof แบบ ‘บังคับสำหรับทุกบล็อก’ จะเกิดขึ้นในทันที ดีทริชส์ระบุเพียงว่า ขณะนี้อีเธอเรียมมีแผนฮาร์ดฟอร์กครั้งใหม่อยู่ในระยะวางแผน แต่ยังไม่ใช่สิ่งที่จะมาถึงในเวลาอันใกล้ อย่างไรก็ตาม เขาประเมินว่า ภายใน ‘12 เดือนข้างหน้า’ เราอาจได้เห็นอีเธอเรียมเริ่มนำ zk proof เวอร์ชันที่ ‘พร้อมใช้งานจริงในระดับเริ่มต้น’ เข้าสู่เครือข่ายในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป
ช่วงแรก zk proof จะถูกใช้เป็น ‘ตัวเลือก’ มากกว่าข้อบังคับ แต่เป้าหมายสุดท้ายของโรดแมปคือ การผลักดันให้เครือข่ายเปลี่ยนจาก *ตัวเลือก* ไปสู่ *ข้อบังคับ* เพื่อดึงประสิทธิภาพสูงสุดของเครือข่ายเลเยอร์1 ออกมา
อุปสรรคสำคัญคือความท้าทายด้านเทคนิคหลายรายการ ตั้งแต่การรวม ‘บล็อก’ เข้ากับ ‘บล็อบ(blob)’ อย่างมีประสิทธิภาพ การอัปเกรดไคลเอนต์ให้เชื่อมต่อกับโหมด zk ได้ลื่นไหล ไปจนถึงการยกเครื่องโครงสร้าง ‘State Tree’ ของอีเธอเรียมทั้งหมด ซึ่งถือเป็นประเด็นใหญ่ที่สุด ‘ความคิดเห็น’ เพราะในสภาวะที่ zk proof เป็นข้อบังคับ กระบวนการสร้างบล็อก การกระจายบล็อก และการตรวจสอบบล็อก จะต้องทำงานสัมพันธ์กันกับระบบสร้างหลักฐาน (Proving System) ตลอดเวลา โครงสร้างข้อมูลจึงต้องออกแบบใหม่ให้ ‘เป็นมิตรกับการสร้าง zk proof’ ตั้งแต่ต้นน้ำ
มุ่งสู่เป้าหมาย: ‘พิสูจน์บล็อกเต็มก้อนใน 5 วินาที’ เกมหลักของยุค zkEVM
ดีทริชส์มองว่าช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับ ‘ประสิทธิภาพการสร้างหลักฐานแบบเรียลไทม์’ เขาระบุว่า ระบบ zk สมัยใหม่กำลังเข้าใกล้ ‘โซนเป้าหมาย’ ที่สามารถสร้างหลักฐานสำหรับบล็อกอีเธอเรียมทั้งก้อนภายใน ‘5 วินาที’ ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มใช้งานร่วมกับเมนเน็ตได้จริง
หนึ่งในปัจจัยเร่งคือการออกแบบระบบ zk บนสถาปัตยกรรม ‘ISA (Instruction Set Architecture)’ ที่ชัดเจน ทำให้ *คริปโตกราฟีที่ซับซ้อน* ถูกจัดการได้เหมือนงานคอมพิวติ้งทั่วไปมากขึ้น ประกอบกับการที่ไคลเอนต์อีเธอเรียมสามารถคอมไพล์ไปเป็น ‘RISC-V’ ได้ เปิดทางให้เลือกเส้นทางสร้าง zk proof ที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นได้มากขึ้น
อย่างไรก็ดี การเพิ่ม zkEVM เข้ามาไม่ได้มีแต่ข้อดีด้าน Throughput เท่านั้น แต่ยังเพิ่ม “ขั้นตอนการสร้างหลักฐาน” เข้าไปอีกชั้น ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้เกิดความหน่วง (Latency) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในบางจุด สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่การเร่งให้ขั้นตอนสร้าง zk proof ทั้งเร็วและต้นทุนต่ำพอ และสามารถผสานเข้ากับเงื่อนไขการทำงานจริงของเมนเน็ตได้อย่างมั่นคง
เดิมพันใหญ่: อีเธอเรียมจะดึงประสิทธิภาพแบบ zk 롤업 มาไว้ที่เลเยอร์1 ได้แค่ไหน
สุดท้าย ตลาดกำลังจับตาว่า อีเธอเรียม(ETH) จะสามารถ ‘ดูดซับ’ ศักยภาพระดับ *zk 롤업* ที่เคยอยู่บนเลเยอร์2(L2) มาสู่เลเยอร์1 ได้มากเพียงใด หากมองตามมุมมองของดีทริชส์ zkEVM มีโอกาสกลายเป็น ‘การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของอีเธอเรียม’ แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นกับสองปัจจัยหลัก คือ
- ความเร็วและความสมบูรณ์ของการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบที่ zk proof เป็นข้อบังคับ
- ความสามารถในการรักษาสมดุลระหว่าง ‘ประสิทธิภาพเครือข่าย’ กับ ‘ความสามารถในการตรวจสอบและความกระจายศูนย์’
‘ความคิดเห็น’ หากอีเธอเรียมสามารถดึงเอาข้อดีของ zk 롤업 มาไว้บนเลเยอร์1 ได้ โดยไม่สูญเสียความโปร่งใสและความปลอดภัยที่เป็นหัวใจของเครือข่าย ปัจจัยนี้อาจกลายเป็นตัวกำหนด ‘วัฏจักรถัดไป’ ของราคาและการใช้งานอีเธอเรียมในภาพรวม และทำให้ ‘ยุค zkEVM’ กลายเป็นหมุดหมายทางเทคนิคที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่การอัปเกรดใหญ่ครั้งก่อน ๆ ของเครือข่ายเลยทีเดียว
ความคิดเห็น 0