ผู้ให้บริการตู้เอทีเอ็มบิตคอยน์(BTC) รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอย่าง ‘บิตคอยน์ เดโป(Bitcoin Depot)’ เริ่มบังคับใช้ขั้นตอน ‘ยืนยันตัวตน(ID)’ สำหรับ ‘ทุกธุรกรรม’ แบบค่อยเป็นค่อยไปทั่วทั้งเครือข่ายในสหรัฐ เพื่อตอบรับแรงกดดันจากหน่วยงานกำกับและฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องการสกัด ‘เงินผิดกฎหมาย’ ที่ไหลผ่านตู้เอทีเอ็มคริปโต ส่งผลให้ทั้งอุตสาหกรรมตู้เอทีเอ็มคริปโตในสหรัฐเริ่มขยับยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน
เมื่อวันที่ 25 (เวลาท้องถิ่น) บิตคอยน์ เดโปออกแถลงการณ์ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา บริษัทได้ทยอยขยายการใช้มาตรการ ‘ยืนยันตัวตนทุกครั้งที่ทำธุรกรรม’ ไปยังตู้เอทีเอ็มในเครือข่ายทั่วประเทศ บริษัทชี้ว่าระบบใหม่นี้ออกแบบมาเพื่อจับธุรกรรมที่น่าสงสัยแบบเรียลไทม์ และมุ่งลดการใช้งานในทางที่ผิด เช่น ‘การแชร์บัญชี’, ‘การปลอมแปลงตัวตน’, ‘การยึดบัญชีผู้ใช้’ เป็นต้น
สก็อตต์ บูคานัน(Scott Buchanan) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(CEO) ของบิตคอยน์ เดโปกล่าวว่า “การตรวจสอบแบบต่อเนื่อง(continuous verification) ช่วยให้เราตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัยได้ก่อนที่ธุรกรรมจะได้รับอนุมัติ โดยอ้างอิงจากข้อมูลลูกค้า ทำเลที่ตั้ง และมูลค่าธุรกรรม” เดิมทีตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อน บิตคอยน์ เดโปบังคับใช้ข้อกำหนด ID เฉพาะกับ ‘ผู้ใช้ใหม่’ เท่านั้น แต่รอบนี้บริษัทขยับขยายครอบคลุมไปยังผู้ใช้เดิมและ ‘ทุกธุรกรรม’ อย่างเต็มรูปแบบ บูคานันอธิบายเพิ่มเติมว่า “การกำหนดให้ยืนยันตัวตนทุกครั้งที่ทำธุรกรรม เป็นอีกหนึ่งมาตรการเพื่อเสริมความปลอดภัย ปกป้องลูกค้า และรักษาความถูกต้องครบถ้วนของบริการ”
สหรัฐยังคงเป็นศูนย์กลางตู้เอทีเอ็มบิตคอยน์(BTC) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก จากข้อมูลของ ‘คอยน์ เอทีเอ็ม เรดาร์(Coin ATM Radar)’ ระบุว่า ปัจจุบันมีการติดตั้งตู้เอทีเอ็มบิตคอยน์ในสหรัฐแล้ว 31,360 เครื่อง คิดเป็นสัดส่วนราว 78% ของจำนวนทั้งหมดทั่วโลก ในจำนวนนี้บิตคอยน์ เดโปครองส่วนแบ่งสูงสุด ด้วยการให้บริการคีออสก์ 9,019 เครื่อง ทำให้ถูกจัดเป็นผู้ให้บริการอันดับ 1 ของตลาดสหรัฐ
‘ธุรกรรมที่ย้อนกลับไม่ได้’ จุดชนวนแรงกดดันด้านกฎระเบียบ
แม้บิตคอยน์ เดโปจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่อุตสาหกรรมตู้เอทีเอ็มคริปโตกลับถูกวิจารณ์ต่อเนื่องว่ากลายเป็น ‘ช่องทาง’ ที่มิจฉาชีพใช้ในการชักจูงเหยื่อให้โอนเงิน เหตุผลสำคัญคือ ‘คีออสก์’ กระจายตัวอยู่ทั่วไปในพื้นที่ใช้ชีวิตประจำวัน และเมื่อธุรกรรมเสร็จสิ้นแล้ว การย้อนกลับหรือเรียกคืนแทบเป็นไปไม่ได้ โครงสร้างลักษณะนี้ถูกมองว่าช่วยเร่งให้ความเสียหายลุกลามกว้างขึ้น
ด้วยปัจจัยดังกล่าว หน่วยงานกำกับดูแลและฝ่ายนิติบัญญัติในสหรัฐจึงเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ให้บริการตู้เอทีเอ็มคริปโตเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค เช่น การแปะคำเตือนเรื่อง ‘การฉ้อโกง’ ไว้ชัดเจน การกำหนด ‘เพดานวงเงินต่อวัน’ รวมถึงการวางข้อกำหนดด้าน ‘ใบอนุญาต’ และ ‘การขึ้นทะเบียน’ ให้เข้มงวดมากขึ้น
สมาคมผู้เกษียณอเมริกัน ‘เอเออาร์พี(AARP)’ เปิดเผยในรายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ขณะนี้มีรัฐในสหรัฐอย่างน้อย 17 แห่งที่ผ่านกฎหมาย บังคับให้ผู้ให้บริการตู้เอทีเอ็มคริปโตต้องจัดให้มีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคหลายรูปแบบ เนื้อหาหลักครอบคลุมการจำกัดวงเงินธุรกรรมต่อวัน การติดป้ายเตือนภัยเกี่ยวกับกลโกงต่างๆ ตลอดจนข้อกำหนดด้านการจดทะเบียนและการขอใบอนุญาต ประเด็นนี้สะท้อนว่าหลายรัฐกำลัง ‘ยกระดับกฎระเบียบ’ ของตนเองอย่างต่อเนื่อง
ข้อพิพาท–ข้อตกลงกับอัยการรัฐทยอยเกิดขึ้น
บิตคอยน์ เดโปในตอนนี้กลายเป็น ‘เป้าหมาย’ ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในหลายรัฐไปแล้ว อัยการสูงสุดรัฐแมสซาชูเซตส์ ‘แอนเดรีย แคมป์เบล(Andrea Campbell)’ ยื่นฟ้องบิตคอยน์ เดโปเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา โดยระบุว่าบริษัทไม่มี ‘กลไกป้องกัน’ ที่เพียงพอเพื่อสกัดกั้นความเสียหายจากภัยหลอกลวง แคมป์เบลร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำกัดไม่ให้บิตคอยน์ เดโปดำเนินธุรกรรมขนาดใหญ่ หากยังไม่ดำเนินการมาตรการคุ้มครองผู้ใช้เพิ่มเติม
ด้านรัฐเมนมีการบรรลุข้อตกลงไปแล้ว เมื่อเดือนมกราคม อัยการสูงสุดรัฐเมน ‘อารอน เฟรย์(Aaron Frey)’ แถลงว่า รัฐได้ทำข้อตกลงมูลค่า 1.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 27 ล้านบาท) กับบิตคอยน์ เดโป เพื่อใช้เป็นเงินชดเชยให้กับผู้ใช้ที่ได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงระหว่างใช้บริการตู้เอทีเอ็มของบริษัท
ย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้ว อัยการสูงสุดรัฐไอโอวา ‘เบรนนา เบิร์ด(Brenna Bird)’ ก็ยื่นฟ้องบิตคอยน์ เดโปควบคู่ไปกับคู่แข่งอย่าง ‘คอยน์ฟลิป(Coinflip)’ โดยแกนหลักของคดีคือผู้ให้บริการเหล่านี้ไม่ได้จัดให้มี ‘มาตรการป้องกันการฉ้อโกง’ ที่เพียงพอ
‘ความคิดเห็น’ หลายฝ่ายในวงการมองว่าการตัดสินใจของบิตคอยน์ เดโปในการบังคับใช้ ‘ยืนยันตัวตนทุกธุรกรรม’ เป็นการ ‘เดินเกมเชิงรุก’ เพื่อลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบในระยะยาว เนื่องจากสหรัฐเป็นประเทศที่มีตู้เอทีเอ็มบิตคอยน์(BTC) มากที่สุดในโลก หากรัฐต่างๆ ยังเดินหน้ารัดกุมกฎเกณฑ์ต่อไป ผู้ให้บริการก็แทบไม่มีทางเลือก นอกจากต้องเร่งยกระดับระบบ ‘รู้จักลูกค้า(KYC)’, การติดตามตรวจสอบธุรกรรม, การแจ้งเตือน และกรอบการทำ ‘คอมพลายแอนซ์’ ให้เข้มงวดมากขึ้นตามลำดับ
ความคิดเห็น 0