Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ธนาคารกลาง UAE ย้ำเสถียรภาพระบบการเงิน–คริปโต ท่ามกลางตึงเครียดตะวันออกกลาง

ธนาคารกลางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) ยืนยันระบบธนาคารในประเทศยัง ‘ดำเนินงานได้ตามปกติอย่างสมบูรณ์’ ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางจากการปะทะทางทหารระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอล–อิหร่านที่ยกระดับต่อเนื่องในช่วงสัปดาห์นี้ พร้อมส่งสัญญาณชัดว่าระบบการเงินของ UAE ในฐานะ ‘ศูนย์กลางการเงินและดิจิทัลแอสเซทของภูมิภาค’ ยังมีเสถียรภาพและมีศักยภาพรองรับความผันผวนได้อย่างต่อเนื่อง

ธนาคารกลาง UAE ออกแถลงการณ์โดยระบุว่า คอลิด โมฮัมเหม็ด บาลามา(Khaled Mohamed Balama) ผู้ว่าการธนาคารกลาง ย้ำว่า ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงิน และบริษัทประกันในประเทศยังคงดำเนินงานด้วย ‘ประสิทธิภาพและเสถียรภาพในระดับสูงสุด’ และว่าทั้งระบบการเงินกำลังแสดงให้เห็นถึง ‘ความยืดหยุ่นและความมั่นคงในระดับสูงมาก’ ‘ความเห็น’ แถลงการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามส่งสัญญาณเชิงรุกไปยังตลาดโลกว่า โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของ UAE ยังไม่สั่นคลอน แม้เผชิญแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้น

เมื่อวันที่ 3 (เวลาท้องถิ่น) เอพี(AP) รายงานว่า ความตึงเครียดในภูมิภาคยกระดับขึ้นอย่างชัดเจนหลังเหตุการณ์โดรนและขีปนาวุธโจมตีจากอิหร่านมุ่งเป้าไปยังพื้นที่ใกล้เคียงกับ UAE และประเทศเพื่อนบ้าน โดยจากไทม์ไลน์ในรายงานคาดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นราววันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา เศษซากของขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้นตกลงในหลายพื้นที่รอบนครดูไบ ส่งผลให้เกิดไฟไหม้และความเสียหายกระจายเป็นวงกว้าง ทั้งในเขตโครงสร้างพื้นฐานรอบท่าเรือเจเบล อาลี(Jebel Ali Port) รวมถึงบริเวณใกล้สนามบินนานาชาติดูไบ อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลาง UAE ยืนยันว่าแม้อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ‘ตัวชี้วัดความมั่นคงทางการเงินของระบบธนาคารยังคงแข็งแกร่ง’

ตามข้อมูลที่ธนาคารกลางเปิดเผย ระบบธนาคารของ UAE มีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) อยู่ที่ราว 17% ขณะที่อัตราส่วนสภาพคล่องครอบคลุม (LCR) สูงกว่า 146.6% ซึ่งทั้งสองตัวเลขนี้ถือว่าสูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำตามกฎเกณฑ์สากลอย่างมีนัยสำคัญ ‘คำ’ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ธนาคารในประเทศมี ‘บัฟเฟอร์เงินกองทุนและสภาพคล่อง’ เพียงพอในการดูดซับแรงกระแทกจากความเสี่ยงด้านสภาพคล่องระยะสั้นและความเสี่ยงด้านเครดิต หากสถานการณ์ในภูมิภาคยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น

บาลามาเปิดเผยเพิ่มเติมว่าระบบธนาคารและสถาบันการเงินใน UAE ปัจจุบันมีสินทรัพย์รวมกว่า 5.42 ล้านล้านดีแรห์ม หรือประมาณ 1.48 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,180 ล้านล้านบาท) ทำให้ UAE ยืนอยู่ในกลุ่มศูนย์กลางการเงินขนาดใหญ่ระดับโลก ธนาคารกลางระบุว่ากำลังทำงานร่วมกับสถาบันการเงินหน่วยงานกำกับและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามสถานการณ์และประเมิน ‘ความพร้อมด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจ’ ของระบบการเงินอย่างสม่ำเสมอ

หน่วยงานกำกับดูแลยังชี้ว่า ธนาคารในประเทศได้ดำเนิน ‘ระบบบริหารความเสี่ยง’ และ ‘เฟรมเวิร์กด้านความต่อเนื่องทางธุรกิจ’ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมเน้นว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผู้ลงทุนและบริษัทข้ามชาติใช้ประเมินศูนย์กลางการเงินในภาวะไม่แน่นอน คือ ความสามารถในการทำให้การไหลเวียนของเงินทุนและการดำเนินธุรกิจ ‘ไม่สะดุด’ แม้มีวิกฤตเกิดขึ้น ‘ความคิดเห็น’ ในมุมของตลาด การออกมาเน้นย้ำเรื่องสภาพคล่อง เงินกองทุน และแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นการป้องกันความเชื่อมั่นเชิงรุก เพื่อคงภาพลักษณ์ของ UAE ในฐานะฮับการเงินที่ไว้ใจได้

ในมิติของดิจิทัลแอสเซท UAE ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดด้านการดึงดูดบริษัทคริปโตและเว็บ3 ปัจจุบันมีบริษัทคริปโตมากกว่า 1,800 แห่งที่จดทะเบียนและดำเนินธุรกิจทั่วประเทศ จ้างงานพนักงานรวมกว่า 8,600 คน โดยเฉพาะในเขตเสรีดูไบ DMCC (Dubai Multi Commodities Centre) ซึ่งทำหน้าที่เป็นฟรีโซนเพื่อสนับสนุนธุรกิจการค้าและเทคโนโลยี มีบริษัทเว็บ3 และดิจิทัลแอสเซทเข้ามาตั้งฐานมากกว่า 600 แห่ง ทำให้ดูไบกลายเป็นหนึ่งในคลัสเตอร์ ‘คริปโต’ ที่หนาแน่นที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น บริษัทคริปโตจำนวนหนึ่งเริ่มยกระดับมาตรการเชิงป้องกันเพื่อรับมือความเสี่ยงด้านปฏิบัติการและความปลอดภัยของบุคลากร แหล่งข่าวจาก วูบล็อกเชน(Wu Blockchain) ระบุว่า เมื่อวันที่ 3 แพลตฟอร์มซื้อขายคริปโต ‘ไบบิต(Bybit)’ ได้เริ่มทบทวนมาตรการดูแลความปลอดภัยของพนักงาน พร้อมเปิดใช้งานระบบสนับสนุนข้ามภูมิภาค เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานของแพลตฟอร์มจะยังคงต่อเนื่องแม้สถานการณ์ในพื้นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ด้าน ‘บิตเก็ต(Bitget)’ อีกหนึ่งแพลตฟอร์มเทรดคริปโตรายใหญ่ ‘โคอินเทเลกราฟ(Cointelegraph)’ รายงานโดยอ้างอิงจดหมายภายในที่ เกรซี เฉิน(Gracy Chen) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารส่งถึงพนักงาน โดยระบุว่าบริษัทได้ ‘เปิดใช้งานโปรโตคอลฉุกเฉิน’ เรียบร้อยแล้ว และกำลังติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตัดสินใจย้ายทีม ปรับรูปแบบการทำงาน หรือเปลี่ยนแผนสำรองได้ทันท่วงทีหากจำเป็น

แม้ทิศทางของสถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางยังไม่ชัดเจนว่าจะคลี่คลายหรือยืดเยื้อเพียงใด แต่การที่ธนาคารกลาง UAE เร่งตอกย้ำ ‘สภาพคล่องที่แข็งแรง เงินกองทุนที่มีบัฟเฟอร์สูง และกรอบความต่อเนื่องทางธุรกิจที่ชัดเจน’ ส่งสัญญาณสำคัญว่า สำหรับประเทศที่เป็นศูนย์กลางทั้งด้านการเงินแบบดั้งเดิมและ ‘คริปโต’ ความเชื่อมั่นต่อ ‘เสถียรภาพของระบบ’ คือทุนทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในภาวะภูมิรัฐศาสตร์ผันผวนในปัจจุบัน

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1