โคอินเบส(COIN) กำลังเผชิญศึกใหม่จาก ‘ผู้ถือหุ้น’ แทนที่จะเป็นหน่วยงานกำกับดูแล หลังถูกยื่นฟ้องแบบ ‘ผู้ถือหุ้นแทนบริษัท’ (Derivative Suit) กล่าวหาว่าการเปิดเผยข้อมูลและถ้อยแถลงต่อสาธารณะในช่วงปี 2021–2023 ทำให้นักลงทุนเข้าใจผิด ส่งผลให้บริษัทได้รับความเสียหาย และเรียกร้องให้บอร์ดบริหารและทีมผู้บริหารรับผิดชอบ
‘คณะกรรมการ – ซีอีโอไบรอัน อาร์มสตรอง’ ถูกลากขึ้นศาล แกนกลางอยู่ที่ ‘ความจริงของการเปิดเผยข้อมูล’
คดีนี้เป็นการฟ้องแบบผู้ถือหุ้นแทนบริษัท ซึ่งผู้ถือหุ้นของโคอินเบสยื่นฟ้องต่อคณะกรรมการบริษัท โดยรวมถึงไบรอัน อาร์มสตรอง(Brian Armstrong) ซีอีโอของโคอินเบสด้วย สาระสำคัญของคำฟ้องคือบอร์ดและผู้บริหารละเมิด ‘หน้าที่ซื่อสัตย์และสุจริต’ (fiduciary duty) และฝ่าฝืนกฎหมายหลักทรัพย์ของสหรัฐ ข้อกล่าวหาได้รับความสนใจมากขึ้นหลังจากทนายความสายโปรคริปโตอย่าง บิล ฮิวจส์(Bill Hughes) นำคำฟ้องมาสรุปและเผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย
ฝ่ายผู้ฟ้องระบุว่า ระหว่างปี 2021–2023 โคอินเบสเผยแพร่เอกสารและส่งสารต่อสาธารณะบางส่วนที่ ‘ละเว้นข้อเท็จจริงสำคัญ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริง’ จนมีลักษณะเป็นข้อมูลเท็จหรือทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะการที่โคอินเบสเน้นย้ำภาพลักษณ์ด้าน ‘ความปลอดภัย’ และ ‘ความน่าเชื่อถือ’ ซ้ำๆ แต่กลับไม่ชี้แจงให้ชัดเจนว่าหากบริษัทเข้าสู่ภาวะล้มละลาย สินทรัพย์ที่ลูกค้ารายย่อยฝากไว้ในรูปแบบ ‘คัสโตดี้(custody)’ อาจถูกนับรวมเป็นทรัพย์สินในกองทรัพย์สินล้มละลายของบริษัทได้
ผู้ฟ้องมองว่าการขาดคำอธิบายที่ชัดเจนในประเด็นนี้ไม่ใช่แค่การเล่นคำ แต่ทำให้บริษัทเปิดช่องให้เผชิญ ‘ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ’ และ ‘ความเสี่ยงจากการถูกฟ้องร้อง’ โดยตรง ซึ่งท้ายที่สุดก็กระทบต่อโคอินเบสเองในรูปของต้นทุนทางกฎหมายและความเสียหายต่อชื่อเสียง
ดราม่าทรัพย์สินลูกค้ารายย่อย ‘การผสมรวม’ กับโครงสร้างจริงของการเก็บทรัพย์สิน
คำฟ้องยังลงลึกไปที่โครงสร้างการเก็บรักษาทรัพย์สินและวิธีสื่อสารต่อผู้ใช้ ฝ่ายผู้ฟ้องชี้ว่า โคอินเบสในฝั่งลูกค้าสถาบันจะมีโครงสร้างคัสโตดี้ที่แยกชัดเจน แต่สำหรับลูกค้ารายย่อย โคอินเบสจัดการทรัพย์สินในลักษณะ ‘ผสมรวม (commingled)’ อย่างไรก็ดี ข้อความสื่อสารทางการตลาดกลับทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจราวกับว่ายังคงมี ‘กรรมสิทธิ์และการควบคุม’ ทรัพย์สินอย่างเบ็ดเสร็จ
ปัญหาจึงอยู่ที่ช่องว่างระหว่าง ‘ข้อความการตลาดที่สร้างความอุ่นใจ’ กับ ‘ความเป็นจริงด้านกฎหมายล้มละลาย’ ที่อาจใช้บังคับได้ โดยผู้ฟ้องอ้างว่าโคอินเบสไม่ได้ชี้ให้ผู้ใช้เห็นความเสี่ยงนี้อย่างเพียงพอ ในมุมของตลาด ประเด็นเรื่องโครงสร้างคัสโตดี้ของกระดานเทรดและสิทธิของลูกค้าในกรณีล้มละลายเคยเป็นประเด็นถกเถียงมาหลายครั้ง ทำให้หลายฝ่ายมองว่าคดีนี้อาจกลายเป็นตัวอย่างที่มีผลต่อ ‘มาตรฐานการเปิดเผยข้อมูล’ และ ‘แนวทางแจ้งเตือนผู้ใช้’ ของผู้ให้บริการคริปโตในอนาคต
การย้ำว่า “ไม่ลิสต์หลักทรัพย์” แต่กลับเจอ SEC ฟ้อง ทำให้ ‘ความเสี่ยงจากการลิสต์เหรียญ’ ปะทุ
อีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบมาฟ้องคือถ้อยแถลงด้าน ‘การปฏิบัติตามกฎหมายหลักทรัพย์’ ของโคอินเบส ผู้ฟ้องระบุว่า โคอินเบสเคยประกาศซ้ำๆ ว่าแพลตฟอร์มของตน ‘ไม่ลิสต์หลักทรัพย์’ และขั้นตอนการพิจารณาเหรียญภายในถูกออกแบบมาเพื่อปิดกั้นการซื้อขายสินทรัพย์ที่อาจเข้าข่าย ‘หลักทรัพย์’
อย่างไรก็ตาม จากการประเมินปัจจัยภายในและข้อมูลภายนอกโดยรวม ผู้ฟ้องอ้างว่ามีสินทรัพย์ดิจิทัลบางส่วนบนแพลตฟอร์มที่มี ‘ความเสี่ยงด้านหลักทรัพย์’ ในระดับมีนัยสำคัญ และโคอินเบสรู้หรือควรรู้ถึงความเสี่ยงนี้ แต่กลับไม่สะท้อนออกมาอย่างเพียงพอในแบบการเปิดเผยข้อมูลและถ้อยคำสื่อสารต่อผู้ลงทุน
ฝ่ายผู้ฟ้องยังชี้ว่า หน่วยงานกำกับของสหรัฐได้ตั้งข้อสังเกตมาแล้วว่าโคอินเบสลิสต์สินทรัพย์ที่ถูกจัดให้เป็น ‘สินทรัพย์ความเสี่ยงสูง’ และความขัดแย้งนี้ปะทุถึงจุดสูงสุดเมื่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) ยื่นฟ้องโคอินเบสเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2023 (เวลาท้องถิ่น) ในคดีด้านกฎหมายหลักทรัพย์
ปัญหา AML–KYC และข้อตกลงกับ NYDFS ‘ต้นทุน 100 ล้านดอลลาร์’ ที่ตามมา
ประเด็นการควบคุมการฟอกเงิน (AML) ก็ถูกสอดแทรกในคำฟ้องเช่นกัน โดยให้ความสำคัญกับข้อตกลงที่โคอินเบสทำกับสำนักงานกำกับบริการทางการเงินรัฐนิวยอร์ก(NYDFS) เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2023 (เวลาท้องถิ่น) ในครั้งนั้น โคอินเบสยอมรับข้อตกลงจ่ายเงินรวม 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1,485.1 พันล้านวอน) ซึ่งรวมทั้งค่าปรับและต้นทุนในการยกระดับระบบกำกับดูแลภายใน
ผู้ฟ้องกล่าวหาว่า ระบบการรู้จักลูกค้า(KYC) และการตรวจสอบสถานะลูกค้า(CDD) ของโคอินเบส ‘ยังไม่เติบโตเต็มที่และไม่เพียงพอ’ ข้อมูลจากการทำ CDD ถูกตรวจสอบเพียงผิวเผิน ขณะที่ระบบมอนิเตอร์ธุรกรรมก็มีข้อบกพร่องอย่างเห็นได้ชัด โดยอ้างว่าช่วงปลายปี 2021 โคอินเบสมี ‘คิวแจ้งเตือนธุรกรรมต้องตรวจสอบ’ ค้างสะสม (alert backlog) มากกว่า 100,000 เคส และในระหว่างการเคลียร์เคสเหล่านี้ก็เต็มไปด้วยปัญหาทั้งการอบรมพนักงานไม่เพียงพอ การกำกับดูแลขาดประสิทธิภาพ และการควบคุมคุณภาพที่หลวม
นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่รายงานธุรกรรมที่น่าสงสัย(SAR) ถูกส่งล่าช้าหลายเดือนหลังจากตรวจพบกิจกรรมที่อาจเป็นปัญหา ทำให้แพลตฟอร์มเปิดช่องเสี่ยงต่อการถูกใช้ในทางอาชญากรรม ผู้ฟ้องอ้างว่าความบกพร่องดังกล่าวอาจเชื่อมโยงไปถึงความเสี่ยงด้าน ‘การฉ้อโกง การฟอกเงิน การค้ายาเสพติด และสื่อลามกเด็ก’ ได้
ผู้ถือหุ้นเรียกร้องค่าเสียหาย–การเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน และจี้ปฏิรูปธรรมาภิบาล
ในคำขอท้ายฟ้อง ฝ่ายผู้ฟ้องต้องการให้ศาลสั่งให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อโคอินเบส โดยรวมถึงต้นทุนจากการถูกสอบสวนและถูกดำเนินการโดยหน่วยงานกำกับ ค่าปรับ เงินชดเชยตามข้อตกลงยอมความ ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย และความเสียหายจากการเสื่อมเสียชื่อเสียง ซึ่งตัวเลขสุดท้ายจะถูกประเมินระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี
ควบคู่กัน ผู้ฟ้องยังเรียกร้องให้บอร์ดและผู้บริหารที่ถูกระบุเป็นจำเลยส่วนตัว คืนผลประโยชน์ที่ได้มาอย่าง ‘ไม่เหมาะสม’ ไม่ว่าจะเป็นค่าตอบแทน โบนัส หรือรายได้จากการขายหุ้น พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีสิทธิไล่เบี้ย (indemnification) จากจำเลยบางราย กรณีที่โคอินเบสต้องจ่ายค่าปรับหรือค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของบุคคลเหล่านั้น นอกจากนี้ยังเสนอให้มีมาตรการปฏิรูปโครงสร้างธรรมาภิบาลและเสริมสร้างกลไกกำกับดูแลภายในบริษัท
ในฝั่งตลาดหุ้น ราคาหุ้นโคอินเบสในวันพฤหัสบดีเคลื่อนไหวขึ้นสู่โซนราว 208 ดอลลาร์ต่อหุ้น ตามข้อมูลจากเทรดดิงวิว(TradingView) ‘ความคิดเห็น’ แม้โคอินเบสจะถูกล้อมด้วยประเด็นกฎระเบียบและคดีความอย่างต่อเนื่อง แต่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยยังคงประเมิน ‘ศักยภาพการฟื้นตัวของธุรกิจโคอินเบส’ ควบคู่ไปกับ ‘ทิศทางการทำให้ตลาดคริปโตสหรัฐเป็นระบบมากขึ้น’ ซึ่งอาจกลายเป็นตัวกำหนดมูลค่าในระยะยาวของบริษัทท่ามกลางพายุข้อพิพาททางกฎหมายในตอนนี้
ความคิดเห็น 0