ประธานธนาคารกลางโปแลนด์เสนอนำ ‘กำไรของธนาคารกลาง’ มาใช้เป็นงบด้านการป้องกันประเทศ แทนการกู้ยืมจากสหภาพยุโรป(EU) โดยตั้งเป้าจัดตั้งกองทุนกลาโหมวงเงิน 1.85 แสนล้านซวอตี (ราว 470億ดอลลาร์ หรือราว 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อใช้เสริมกำลังทางทหาร แนวคิดนี้ทำให้ตลาดที่เคยกังวลเรื่องการ ‘ขายทองคำ’ ของโปแลนด์ต้องหันมาจับตา ‘การใช้ประโยชน์จากกำไรที่เกิดจากการถือครองทองคำ’ มากกว่าการเทขายทองออกสู่ตลาด
เมื่อวันที่ 4 (เวลาท้องถิ่น) มีรายงานว่า ผู้เสนอแผนคือ อาดัม กลาปินสกี(Adam Glapiński) ผู้ว่าการธนาคารกลางโปแลนด์(NBP) แกนกลางของข้อเสนอนี้คือการนำรายได้ของธนาคารกลางมาใช้เป็นเงินกองทุนด้านการป้องกันประเทศ เพื่อจัดหา ‘งบกลาโหมที่ไม่ต้องแบกรับดอกเบี้ย’ กลาปินสกีย้ำว่าแนวทางดังกล่าวจะไม่ทำให้หนี้ต่างประเทศเพิ่มขึ้น “แม้แต่ 1 ซวอตี” ส่งผลให้ถูกมองว่าเป็นความพยายามรักษา ‘อธิปไตยทางการคลัง’ โดยหลีกเลี่ยงโครงการปล่อยกู้ของ EU วงเงิน 44,000 ล้านยูโร (ราว 4.77 แสนล้านดอลลาร์ หรือกว่า 7.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ที่กำลังถูกผลักดันอยู่
‘ทองคำ’ จึงไม่ใช่ประเด็นเรื่อง ‘การขาย’ เท่านั้น แต่คือ ‘การโอนกำไร’ ผ่านวิธีการบัญชีมากกว่า แรกเริ่มพาดหัวข่าวจำนวนไม่น้อยตีความว่า กลาปินสกีอาจยอมขายทองคำเพื่อหาเงินตั้งกองทุนกลาโหม ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนให้ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดมาโครระดับโลก เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาโปแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่เร่งซื้อทองคำอย่างดุดัน อย่างไรก็ดี ณ วันที่ 5 ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่าธนาคารกลางโปแลนด์เตรียมขายทองคำออกจริง
ในหมู่นักวิเคราะห์มีการพูดถึงแนวทางที่ซับซ้อนกว่านั้น รายได้ของธนาคารกลางโดยทั่วไปมาจากดอกเบี้ยจากการลงทุนในทุนสำรอง การบริหารเงินตราต่างประเทศ และกำไรจากการประเมินมูลค่า ‘ทองคำ’ เมื่อราคาปรับตัวขึ้น โดยเฉพาะ ‘กำไรจากการประเมินมูลค่า’ บนงบดุลที่เพิ่มขึ้นตามราคาทอง มักถูกหยิบยกเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงกับการคลังในหลายประเทศ แนวทางนี้จะไม่สร้างแรงเทขายทองคำในตลาดโดยตรง แต่ในเชิงโครงสร้างแล้วเท่ากับใช้ ‘งบดุลของธนาคารกลาง’ สนับสนุนการใช้จ่ายภาครัฐ จึงมีโอกาสถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพียง ‘การพิมพ์เงินในอีกรูปแบบหนึ่ง’ ได้เช่นกัน
อีกจุดโฟกัสสำคัญคือโครงสร้าง ‘การจ่ายปันผล’ รายได้ของธนาคารกลางมักจะถูกส่งเข้าคลังแผ่นดิน แต่ในแผนของกลาปินสกีมีการพูดถึงการหักส่วนนี้มาจัดตั้ง ‘กองทุนเฉพาะกิจด้านกลาโหม’ หรือกันไว้เป็นกำไรสะสมภายในธนาคารกลางเอง ‘ความคิดเห็น’ แนวทางดังกล่าวยิ่งตอกย้ำภาพว่ารัฐบาลโปแลนด์ต้องการเลี่ยงการกู้ยืมภายใต้เงื่อนไขจากบรัสเซลส์ และหันมาใช้ทรัพยากรในประเทศเพื่อคงอิสระทางการเมืองและการคลังของตนเอง
ด้านตัวเลขการถือครองทองคำ โปแลนด์มีสถานะที่สร้างแรงสั่นสะเทือนได้ไม่ยาก ปัจจุบันธนาคารกลางโปแลนด์ถือทองคำประมาณ 550 ตัน เพิ่มขึ้นจากราว 103 ตันในปี 2018 หรือมากกว่า 5 เท่า ทำให้โปแลนด์ขึ้นมาอยู่ราวอันดับ 11 ของโลกในกลุ่มธนาคารกลางที่ถือทองคำมากที่สุด แซงหน้าสหราชอาณาจักร และอยู่ต่ำกว่ายุโรปเซ็นทรัลแบงก์(ECB) เพียงไม่กี่อันดับ ตัวเลขดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อ ‘จิตวิทยาตลาดทองคำ’
ยิ่งไปกว่านั้น NBP ยังเคยประกาศแผนจะซื้อทองคำเพิ่มอีก 150 ตันภายในปี 2026 หากบรรลุเป้าหมายการถือครองทองคำ 700 ตัน และสมมุติให้ราคาทองคำอยู่แถวออนซ์ละ 2,900 ดอลลาร์ มูลค่าทองคำรวมจะสูงกว่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในเชิงมูลค่าประเมิน สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามว่า “โปแลนด์จะขายทองไปเพื่ออะไร ในเมื่อเพิ่งเร่งซื้อมาอย่างหนัก” ตลาดจึงเริ่มมองสภาพการณ์นี้ไปในทิศทางว่า โปแลนด์มีแนวโน้มจะ ‘ใช้ประโยชน์จากกำไรที่เกิดจากราคาทองคำ’ มากกว่าจะเป็นการเทขายทองคำก้อนใหญ่โดยตรง
ทิศทางข้างต้นยังสอดคล้องกับเทรนด์การสะสมทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก ข้อมูลจากสภาทองคำโลก(WGC) ระบุว่าในปี 2023 และ 2024 ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำรวมกันปีละมากกว่า 1,000 ตัน ส่งผลให้ตลาดเข้าสู่ภาวะ ‘ซื้อทองสุทธิอย่างต่อเนื่อง’ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมานาน โปแลนด์ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผู้ซื้อเชิงรุก ร่วมกับจีน อินเดีย และตุรเคีย
สำหรับตลาดทอง ภาพระยะสั้นค่อนข้างโน้มไปทาง ‘การคลายกังวล’ หากธนาคารกลางที่ถือทองคำ 550 ตันหันมาเป็นผู้ขาย ราคาทองคำอาจเผชิญแรงกดดันเชิงโครงสร้าง ขณะที่แรงซื้อจากธนาคารกลางถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนให้ราคาทองคำทรงตัวแถวออนซ์ละ 2,800 ดอลลาร์ขึ้นไป หากโปแลนด์ส่งสัญญาณเดินหน้าซื้อหรืออย่างน้อยไม่เทขายทอง ก็เท่ากับยังรักษา ‘โครงสร้างตลาดขาขึ้น’ ของทองคำไว้ในระดับหนึ่ง
ผลกระทบต่อคริปโตเองไม่ใช่เชิงเส้นตรง แต่สามารถสะท้อนผ่าน ‘เรื่องเล่า’ ในตลาดได้ชัดเจนขึ้น เมื่อ ‘ธนาคารกลางใช้กลไกทางบัญชีและกฎเกณฑ์เชิงสถาบันเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายภาครัฐ’ ภาพดังกล่าวมักจะถูกนำมาใช้ตอกย้ำมุมมองต่อ บิตคอยน์(BTC) ในฐานะ ‘ทองคำดิจิทัล’ อยู่เสมอ เพราะทุกครั้งที่ความเชื่อมั่นต่อการบริหาร ‘เงินสกุลประจำชาติ’ สั่นคลอน ความสนใจมักไหลไปยังสินทรัพย์นอกภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือบิตคอยน์(BTC) อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายของธนาคารกลางโปแลนด์ยังไม่ถึงขั้นเป็นตัวแปรโดยตรงต่อราคา บิตคอยน์(BTC) ในระยะสั้น ‘ความคิดเห็น’ มิติที่สมเหตุสมผลกว่าคือการมองว่าเหตุการณ์นี้ช่วยเสริม ‘เนื้อเรื่อง’ ของ บิตคอยน์(BTC) มากกว่าที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนราคาแบบฉับพลัน
จุดที่น่าจับตาอาจอยู่ที่ ‘ทองคำโทเคนไนซ์’ และเหรียญเสถียรที่อิงทองคำมากกว่า สินทรัพย์จำพวกโทเคนที่มีมูลค่าเชื่อมโยงกับทองคำจริง แต่ซื้อขายผ่านบล็อกเชน สามารถตอบสนองกลุ่มผู้ลงทุนที่ต้องการหลีกเลี่ยง ‘ความไม่โปร่งใสของงบดุลธนาคารกลาง’ และยังอยากถือสินทรัพย์อ้างอิงที่เป็นทองคำจริง หากแนวโน้มนี้เดินหน้าต่อไป ตลาดอาจได้เห็นการทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ บน ‘เส้นแบ่งระหว่างทองคำและคริปโต’ มากขึ้น ทั้งในรูปแบบโทเคนทองคำ กองทุนสินทรัพย์ผสม หรือแม้แต่โปรโตคอล DeFi ที่ใช้ทองเป็นหลักประกัน
อย่างไรก็ดี ‘ความเสี่ยงเชิงการเมือง’ ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ การนำกำไรของธนาคารกลางไปผูกกับนโยบายเฉพาะด้านอย่างกลาโหม ทำให้เส้นแบ่งระหว่างนโยบายการเงินกับนโยบายการคลังเริ่มพร่าเลือน ซึ่งอาจจุดชนวนการโต้เถียงเรื่อง ‘ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง’ ได้ทุกเมื่อ หาก EU มองว่ากลยุทธ์ดังกล่าวเป็นการหลบเลี่ยงกฎวินัยการคลัง หรือเป็น ‘การเล่นแร่แปรธาตุทางบัญชี’ ความตึงเครียดระหว่างโปแลนด์กับบรัสเซลส์อาจปะทุขึ้นอีกระลอก โดยเฉพาะในกรณีที่โปแลนด์ปฏิเสธเงินกู้ 44,000 ล้านยูโรอย่างไม่เป็นทางการ แล้วหันมาใช้กำไรธนาคารกลางแทน ย่อมหนีไม่พ้นแรงเสียดทานทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น
ท้ายที่สุด ภาพรวมชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า โปแลนด์ไม่ได้มุ่ง ‘ขายทองคำ’ แต่ต้องการใช้ ‘กำไรที่เกิดขึ้นจากการถือทองคำ’ มาเป็นแหล่งทุนด้านการป้องกันประเทศ ท่าทีนี้อาจเป็นสัญญาณบวกต่อราคาทองคำในแง่ที่ช่วยลดโอกาสเกิดแรงขายขนาดใหญ่ แต่ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวโน้มที่ธนาคารกลางเข้ามามีบทบาทอุดช่องโหว่ด้านการคลังมากขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มส่งเสริมการหันมาถือ ‘ฮาร์ดแอสเซ็ต’ ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือ บิตคอยน์(BTC) ทำให้ทั้งตลาดทองและตลาดคริปโตยังต้องจับตาการเคลื่อนไหวของโปแลนด์อย่างใกล้ชิดต่อไป
ความคิดเห็น 0