บิตคอยน์(BTC) ที่เพิ่งเจอการปรับฐานราว 50% ในรอบ 5 เดือน ส่งสัญญาณ ‘ตลาดขาลง’ ชัดเจน ทำให้นักลงทุนหันมาพูดถึงกลยุทธ์ ‘ดอลลาร์คอสต์เอเวอเรจิง’ หรือ ‘DCA·การซื้อสะสมแบบประจำ’ กันอีกครั้ง โดย DCA คือการลงทุนจำนวนเงินคงที่ตามรอบเวลา เช่น รายสัปดาห์หรือรายเดือน โดยไม่สนใจภาวะตลาด เพื่อเฉลี่ยต้นทุนให้นิ่งขึ้นในช่วงที่คาดเดาจังหวะซื้อขายได้ยาก
จากข้อมูลรอบวัฏจักรตลาดในอดีตและแบบจำลองราคาบิตคอยน์ มีความเห็นค่อนข้างตรงกันว่า ผลลัพธ์ของการ ‘ซื้อประจำ’ จะแตกต่างกันมากในช่วงแรกตาม ‘จุดเริ่มต้น’ ที่เข้าตลาด แต่เมื่อระยะเวลาถือครองนานขึ้น ปัจจัยที่ชี้ขาดผลลัพธ์สุดท้ายมักกลายเป็น ‘เวลา’ มากกว่าจังหวะ
‘5 ปีซื้อทุกสัปดาห์’ กำไร 76% จากเงินต้นรวม 6.75 หมื่นดอลลาร์ (จำลอง)
กรณีที่น่าสนใจคือแบบจำลองการลงทุนบิตคอยน์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2021 ด้วยวิธีซื้อทุกสัปดาห์สัปดาห์ละ 250 ดอลลาร์ (ราว 3.7 แสนบาท) ต่อเนื่อง 5 ปี พบว่ายอดเงินลงทุนสะสมอยู่ที่ 67,500 ดอลลาร์ (ราว 1.0 ล้านบาท) ได้บิตคอยน์รวมประมาณ 1.65097905BTC ต้นทุนเฉลี่ยราว 40,884 ดอลลาร์ (ประมาณ 6.06 ล้านบาท)
หากสมมติราคาบิตคอยน์อยู่ที่ 71,000 ดอลลาร์ (ราว 10.53 ล้านบาท) มูลค่าพอร์ตจะอยู่ที่ราว 120,518 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.79 ล้านบาท) คิดเป็นกำไรประมาณ 53,018 ดอลลาร์ (ราว 7.86 ล้านบาท) หรือราว 76% จากเงินต้น
ในกรณีที่ราคาขึ้นไปแตะ 100,000 ดอลลาร์ (ราว 14.83 ล้านบาท) มูลค่าพอร์ตจะขยับเป็นราว 165,098 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.45 ล้านบาท) และหากไปถึง 126,000 ดอลลาร์ (ราว 18.69 ล้านบาท) ซึ่งถูกเสนอเป็นจุดสูงสุดของรอบไซเคิลเดือนตุลาคม 2025 มูลค่าพอร์ตจะเพิ่มได้ถึงราว 208,023 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.08 ล้านบาท)
DCA ที่เริ่มต้นปี 2024 ยังติดลบ –6% สะท้อนผลของ ‘จังหวะเข้า’ ระยะสั้น
แต่เมื่อมองช่วงเวลาที่สั้นลง ‘จังหวะเริ่มต้น’ จะเห็นผลชัดขึ้น แบบจำลองตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 หากเริ่มซื้อบิตคอยน์แบบประจำสัปดาห์ละ 250 ดอลลาร์ ยอดเงินลงทุนสะสมจะอยู่ที่ 28,500 ดอลลาร์ (ราว 4.23 ล้านบาท) ได้บิตคอยน์ประมาณ 0.36863166BTC ต้นทุนเฉลี่ยสูงถึง 77,312 ดอลลาร์ (ราว 11.47 ล้านบาท)
เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบันแถว 71,000 ดอลลาร์ (ราว 10.53 ล้านบาท) มูลค่าพอร์ตราว 26,909 ดอลลาร์ (ประมาณ 3.99 ล้านบาท) หรือขาดทุนราว –6% อยู่ในโซน ‘ผลตอบแทนติดลบช่วงแรก’
อย่างไรก็ตาม หากราคาขึ้นไปที่ 100,000 ดอลลาร์ มูลค่าพอร์ตจะขยับเป็นราว 36,863 ดอลลาร์ (ประมาณ 5.47 ล้านบาท) และที่ระดับ 126,000 ดอลลาร์ จะโตเป็นประมาณ 46,448 ดอลลาร์ (ราว 6.89 ล้านบาท) ตัวเลขนี้สะท้อนว่า แม้ใช้กลยุทธ์เดียวกันอย่าง ‘การซื้อประจำ’ แต่ถ้าเริ่มในช่วงใกล้จุดสูงสุด ผลตอบแทนระยะสั้นอาจผันผวนแรงกว่าปกติ
เปรียบเทียบกับ S&P500: “ซื้อทบในช่วงลง สุดท้ายมักชนะผลตอบแทนสะสม”
มีการเทียบ DCA บิตคอยน์กับตลาดหุ้นเช่นกัน เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์จากสวอน บิตคอยน์(Swan Bitcoin) อย่าง อดัม ลิฟวิงสตัน(Adam Livingston) เผยข้อมูลบน X (เดิมคือทวิตเตอร์) ว่า หากลงทุนด้วยวิธีซื้อประจำสัปดาห์ละ 100 ดอลลาร์ (ราว 1.5 แสนบาท) ต่อเนื่อง 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่าพอร์ตบิตคอยน์จะอยู่ราว 42,508 ดอลลาร์ (ประมาณ 6.30 แสนบาท) ขณะที่ S&P500(SPX) จะอยู่แถว 37,470 ดอลลาร์ (ประมาณ 5.56 แสนบาท)
คิดเป็นผลตอบแทนราว 62.9% สำหรับบิตคอยน์ และประมาณ 43.6% สำหรับ S&P500
ลิฟวิงสตันชี้ว่า บิตคอยน์แม้จะมีความผันผวนสูง แต่เมื่อมองย้อนหลัง ‘การซื้อสะสมต่อเนื่องในช่วงที่ราคาย่อตัวแรง (drawdown)’ มักกลายเป็นตัวผลักดันให้ผลตอบแทนสะสมระยะยาวโดดเด่นกว่า แม้ระหว่างทางจะมีความผันผวนสูงก็ตาม
หลังปี 2026 แบบจำลองชี้ปัจจัยหลักคือ ‘ระยะเวลา’ เส้นทางราคาให้มองเป็น ‘กรอบ’
ในมุมมองเชิงคาดการณ์ โมเดลต่าง ๆ พยายามตีความประสิทธิภาพของ DCA ด้วยมิติของ ‘เส้นเวลา’ แบบจำลองหนึ่งตั้งสมมติฐานว่า หากเริ่มต้น DCA สัปดาห์ละ 250 ดอลลาร์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 ยาวไปถึงเดือนมีนาคม 2030 เม็ดเงินลงทุนรวมจะอยู่ประมาณ 54,250 ดอลลาร์ (ราว 8.05 ล้านบาท)
สมมติฐานราคาตั้งอยู่บน ‘เส้นโค้งการเติบโตแบบพาวเวอร์ลอ (power-law) ระยะยาว’ ของบิตคอยน์ โดยนำเวลาเทียบกับราคาในสเกลลอการิทึม เพื่อวาดเส้นแนวโน้มรองรับ (support) และค่าเฉลี่ยระยะยาว (median) ซึ่งในการย้อนทดสอบพบว่าเคลื่อนที่สอดคล้องกับหลายวัฏจักรในอดีต นักวิเคราะห์บางกลุ่มจึงใช้เป็นกรอบประเมินราคา
ในเฟรมเวิร์กนี้ สมมติว่าประมาณปี 2028 เส้นแนวโน้มรองรับระยะยาวของบิตคอยน์มีโอกาสยืนเหนือระดับ 100,000 ดอลลาร์ ทำให้ช่วงหลังจากนั้นถูกใช้เป็นฐานสร้างโมเดล DCA
แบบจำลองของ บิตคอยน์ เวล(Bitcoin Well) เสนอราคา ‘จุดกึ่งกลาง’ เดือนมีนาคม 2030 ไว้ที่ 430,278 ดอลลาร์ (ราว 63.83 ล้านบาท) ส่วนกรอบล่างของช่องพาวเวอร์ลออยู่ที่ประมาณ 274,000 ดอลลาร์ (ราว 40.64 ล้านบาท) และกรอบบนหรือฉากทัศน์ขยายตัวสูงอาจไปได้ถึง 900,000 ดอลลาร์ (ราว 133.47 ล้านบาท) ภายใต้สมมติฐานดังกล่าว ปริมาณบิตคอยน์ที่สะสมได้ใน 4 ปีจะอยู่ราว 0.30BTC
มูลค่าพอร์ตในแต่ละกรณีถูกคำนวณไว้ดังนี้
- หากราคาบิตคอยน์อยู่ที่ 274,000 ดอลลาร์ มูลค่าพอร์ตจะอยู่ราว 82,200 ดอลลาร์ (ประมาณ 1.22 ล้านบาท)
- กรณีราคาอยู่ที่ค่าเฉลี่ย 430,278 ดอลลาร์ มูลค่าพอร์ตจะโตเป็นประมาณ 129,000 ดอลลาร์ (ราว 1.91 ล้านบาท)
- ส่วนฉากทัศน์ขยายตัวถึง 900,000 ดอลลาร์ มูลค่าพอร์ตกระโดดไปแถว 270,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 4.0 ล้านบาท)
“จังหวะเข้าเปลี่ยน ‘กรอบผลลัพธ์’ แต่ระยะยาวต่างหากที่สร้างผลลัพธ์จริง”
มีงานศึกษาที่ลองทดสอบอิทธิพลของ ‘จังหวะเข้า’ โดยตรง เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 นักวิจัยด้านบิตคอยน์อย่าง สมินสตัน วิธ(Sminston With) ใช้เส้นทางราคาระยะยาวแบบใกล้เคียงกัน เพื่อดูว่าถ้า ‘ซื้อตอนแพง-ขายตอนถูก’ แบบเสียเปรียบอย่างชัดเจน ผลลัพธ์ระยะยาวจะเป็นอย่างไร
สมมติฐานของงานวิจัยนี้คือเริ่มซื้อที่ระดับราคาสูงกว่าราคาในขณะนั้นราว 20% (ตอนนั้นบิตคอยน์อยู่แถว 94,000 ดอลลาร์ หรือราว 13.94 ล้านบาท) และไปขายออกที่ราคาต่ำกว่าระดับระยะยาวที่คาดไว้ในปี 2035 ราว 20% ผลคือแม้ตั้งต้นด้วยเงื่อนไขที่ดูแย่ ผลตอบแทนจากส่วนที่ยังถือครองอยู่หลังผ่านไป 10 ปี ยังคงเข้าใกล้ระดับ 300% และมูลค่าสินทรัพย์รวมทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นราว 7.7 เท่าของเงินตั้งต้น
‘ความคิดเห็น’ งานศึกษานี้สรุปว่า สำหรับกลยุทธ์ DCA ‘จุดเริ่มต้น’ มีหน้าที่กำหนด ‘ช่วงกว้างของผลลัพธ์’ ที่จะเกิดขึ้น แต่ตัวที่ตัดสินว่าเราจะไปจบที่จุดไหนในกรอบนั้นคือ ‘ระยะเวลาการถือครอง’ โดยเฉพาะกับสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูงอย่าง บิตคอยน์(BTC) การโฟกัสกับการขึ้นลงระยะสั้นอาจไม่ใช่ตัวแปรหลักเท่ากับ ‘ระยะเวลาการลงทุน’ และ ‘วิธีบริหารความเสี่ยง’ ที่สุดท้ายจะเป็นตัวกำหนดว่าผลตอบแทนสะสมจะออกมาแบบไหนในระยะยาว
ความคิดเห็น 0