บิตคอยน์(BTC) กำลังทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 7만8000달러 (ราว 1억1540만วอน) อีกครั้ง ทำให้ตลาดคริปโตอยู่ในภาวะดุลยภาพระหว่าง ‘โอกาสเบรกขึ้นแรง’ กับ ‘ความเสี่ยงย่อตัวรุนแรง’ ขณะเดียวกัน บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกก็ฟื้นตัว หลัง ‘ทรัมป์’ ส่งสัญญาณขยายข้อตกลงหยุดยิงในตะวันออกกลาง กดดันแรงซื้อในตลาดคริปโตให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
เมื่อดูตามข้อมูลล่าสุด บิตคอยน์กำลังเคลื่อนไหวบริเวณโซน 7만8000달러 ซึ่งเป็นแนวต้านหลักที่ยังไม่สามารถผ่านได้ตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinGlass ช่วงราคา 7만7000~7만8000달러 มีสถานะฟิวเจอร์สรอการถูกชำระบัญชี (청산) สะสมอยู่ราว 1억8000만달러 หาก ‘แนวต้าน’ บริเวณนี้ถูกทะลุขึ้นไปได้ มีโอกาสเห็นการ ‘ล้างชอร์ต’ ขนาดใหญ่ ซึ่งอาจขยายโมเมนตัมขาขึ้นให้บิตคอยน์ดีดต่อไปทดสอบโซน 8만달러 ได้ในระยะสั้น
แต่ในมุมกลับกัน หากราคาถูกกดลงต่ำกว่า 7만7300달러 จะมีสถานะลองรอถูกชำระบัญชีอีกราว 7100만달러 ซึ่งอาจเร่งแรงขายและสร้าง ‘แรงกดดันขาลง’ ตามมา ‘ความคิดเห็น’ ช่วงราคาปัจจุบันจึงเป็นโซนเสี่ยงที่ทั้งฝั่งลองและชอร์ตต่างก็มีโอกาสโดนล้างพร้อมกัน ขึ้นอยู่กับทิศทางเบรกของราคาในไม่กี่วันข้างหน้า
บรรยากาศของตลาดเริ่มเปลี่ยนไปในทิศทางเชิงบวกหลังคำพูดด้านการทูตของประธานาธิบดีทรัมป์ เกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยทรัมป์ประกาศขยายข้อตกลงหยุดยิงกับอิหร่าน และระบุว่าฝ่ายบริหารของคู่ขัดแย้งกำลังอยู่ในสภาวะ ‘แตกแยกอย่างรุนแรง’ หลังแถลงการณ์ดังกล่าว ฟิวเจอร์สดัชนีแนสแด็ก100 ปรับขึ้นราว 0.77% ขณะที่ S&P500 ฟิวเจอร์ส เพิ่มขึ้นราว 0.6% สะท้อนการฟื้นตัวของ ‘ความเชื่อมั่นในสินทรัพย์เสี่ยง’ ซึ่งลามมาถึงตลาดคริปโตและบิตคอยน์ด้วย
ในฝั่งตลาดอนุพันธ์ ความร้อนแรงในบิตคอยน์ได้กลายเป็นแรงกดดันต่อผู้เล่นฝั่งชอร์ตอย่างชัดเจน มูลค่าการชำระบัญชีของสถานะชอร์ตในตลาดรวมสูงถึงราว 2억8600만달러 ขณะที่สถานะลองที่โดนล้างมีเพียงอีกราว 1억3200만달러 เท่านั้น ด้านมูลค่ามิ결제약정(Open Interest: OI) ของตลาดคริปโตทั้งหมดเพิ่มขึ้นมากกว่า 4% ภายใน 24 ชั่วโมง แตะระดับราว 1260억달러 โดยทั้งบิตคอยน์และอีเธอเรียม(ETH) ต่างมีอัตราเพิ่มขึ้นของ OI สูงกว่าการปรับตัวของราคาในตลาดสปอต สะท้อน ‘ความต้องการใช้เลเวอเรจ’ และ ‘เงินใหม่’ ที่ไหลเข้าตลาดอนุพันธ์พร้อมกัน
ฟันดิงเฟย (Funding Fee) ของสัญญาฟิวเจอร์สส่วนใหญ่พลิกกลับมาอยู่ในแดนบวก บ่งชี้ว่าตลาดกำลัง ‘เทน้ำหนักไปทางฝั่งขาขึ้น’ ชัดเจน อย่างไรก็ตาม บางโทเคนเริ่มส่งสัญญาณร้อนแรงเกินไป เช่น M โทเคน ซึ่งมีฟันดิงเฟยแบบคำนวณรายปีทะลุ 200% สะท้อนภาวะ ‘มองบวกเกินจริง’ ที่อาจตามมาด้วยแรงย่อในภายหลัง ขณะเดียวกัน ตลาดของโทเคนอย่าง HYPE และ XML ยังเห็นสถานะชอร์ตได้เปรียบ สะท้อนว่า ‘อารมณ์ตลาดไม่ได้เป็นบูลลิชเท่าเทียมกันทุกเหรียญ’
ต่างจากฟิวเจอร์ส ตลาดออปชันกลับเลือกยืนอยู่ในจุดที่ ‘ระมัดระวังมากกว่า’ ระดับความผันผวนแฝง (30-day Implied Volatility) ของทั้งบิตคอยน์และอีเธอเรียมยังทรงตัวในโซนต่ำ บ่งบอกว่าตลาดยังมองภาพเป็น ‘ช่วงทรงตัวที่คุมได้’ ไม่ใช่ภาวะเหวี่ยงแรง ด้านดัชนี ‘Risk Reversal’ บนแพลตฟอร์ม Deribit ยังอยู่ในแดนลบทุกช่วงอายุสัญญา แสดงให้เห็นว่าความต้องการถือ ‘พุทออปชันเพื่อป้องกันความเสี่ยงขาลง’ ยังสูงกว่าความต้องการถือคอลออปชันเพื่อเก็งกำไรขาขึ้น
ในเชิงกลยุทธ์ เทรดเดอร์จำนวนไม่น้อยเลือกใช้ ‘กลยุทธ์คอลสเปรด’ เพื่อเก็งกำไรขาขึ้นแบบคุมความเสี่ยง ควบคู่กับ ‘กลยุทธ์สแตรดเดิล’ ที่เน้นเก็งกำไรจากการขยายตัวของความผันผวน ทำให้ภาพรวมตลาดออปชันกลายเป็นโหมด ‘เตรียมพร้อมทั้งสองทาง’ ทั้งด้านทิศทางราคาและขนาดของการแกว่งตัว
ฝั่งอัล트คอยน์และมีมคอยน์ก็ไม่ได้น้อยหน้า ดัชนีหลักของ CoinDesk ปรับตัวขึ้นพร้อมกันมากกว่า 1.5% ขณะที่ดัชนีมีมคอยน์ทำผลงานโดดเด่นสุด ด้วยอัตราเพิ่มขึ้นราว 3.4% กรณีศึกษาที่ถูกพูดถึงมาก คือโทเคน ASTEROID ที่มีเคสผู้ลงทุนเพียง 575ดอลลาร์ สามารถปั้นพอร์ตทะลุ 100만달러 สร้างแรงจูงใจเชิงเก็งกำไรให้ผู้เล่นรายย่อยไล่ตามโทเคนเสี่ยงสูงมากขึ้น
ในบรรดาเหรียญกระแสหลัก ด็อจคอยน์(DOGE) ปรับขึ้นราว 3.8% ขณะที่ TRUMP โทเคนดีดตัวราว 6% สะท้อน ‘บรรยากาศมองบวก’ ที่เชื่อมโยงกับประเด็นการเมืองสหรัฐและชื่อของทรัมป์โดยตรง นอกจากนี้ กลุ่มเหรียญเน้นความเป็นส่วนตัวอย่างโมเนโร(XMR) และ DASH ก็ขยับขึ้นในกรอบ 6~7% สะท้อนกระแสเงินที่ไหลเข้าสินทรัพย์นอกกระแสหลักเพิ่มขึ้น
ฝั่งสเตเบิลคอยน์ สัญญาณสำคัญอยู่ที่ ‘อัตราดอกเบี้ยกู้ยืม’ ที่พุ่งแรง อัตรา CDOR ซึ่งใช้สะท้อนต้นทุนการกู้ยืม USDC ทะยานขึ้นแตะราว 15% นับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่ต้นปี 2024 เป็นต้นมา ปัจจัยหนุนหลักมาจากเหตุการณ์แฮ็กของโปรโตคอล KelpDAO ที่ทำให้ดีมานด์ด้านสภาพคล่องพุ่งขึ้นชัดเจน การปรับตัวขึ้นของดอกเบี้ยกู้ยืมเช่นนี้มักสะท้อนว่า ‘ความต้องการเงินในระบบ’ เพิ่มขึ้น และอาจเปิดทางให้ ‘ความผันผวนรอบใหม่’ เกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นด้วย ‘ความคิดเห็น’ เมื่อดอกเบี้ยสเตเบิลคอยน์เริ่มกระชากขึ้น นักลงทุนมักต้องระวังภาวะรีเลเวอเรจ (re-leverage) ที่ทำให้ตลาดเหวี่ยงแรงกว่าปกติ
ท้ายที่สุด แนวต้าน 7만8000달러 ของบิตคอยน์จึงกลายเป็น ‘จุดชี้เป็นชี้ตาย’ ของทิศทางระยะสั้น หากราคาสามารถเบรกขึ้นได้อย่างมั่นคง ภาพของ ‘เทรนด์ขาขึ้นรอบใหม่’ อาจเปิดทางให้ลุยต่อไปยังโซน 8만달러 พร้อมแรงซื้อจากฝั่งชอร์ตที่ถูกบังคับปิดสถานะ แต่หากการทดสอบแนวต้านครั้งนี้ล้มเหลว ตลาดอาจเผชิญภาวะ ‘ล้างพอร์ตสองฝั่ง’ และเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความผันผวนรุนแรง ที่นักลงทุนต้องบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุมมากกว่าการไล่ราคาตามอารมณ์ตลาด
ความคิดเห็น 0