สหภาพยุโรป(EU) เดินหน้ากดดันรัสเซียด้วยชุดมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่สุดในรอบ 2 ปี พร้อมใส่เงื่อนไข ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ แบบห้ามยุ่งเกี่ยวทุกช่องทาง หวังปิดทางใช้ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ เป็นเครื่องมือหลบเลี่ยงมาตรการทางเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 23 (เวลาท้องถิ่น) EU ระบุว่าจะใช้มาตรการ ‘ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ’ กับผู้ให้บริการและแพลตฟอร์ม ‘คริปโต’ ที่มีฐานในรัสเซียทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่ารัสเซียเพิ่มการพึ่งพาคริปโตในการชำระเงินระหว่างประเทศ ส่งผลให้แพลตฟอร์มซื้อขาย โอน หรือให้บริการที่ดำเนินการจากรัสเซียจะถูกตัดขาดการเชื่อมต่อกับฝั่ง EU ทุกกรณี
ครอบคลุมไปถึงสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางรัสเซีย(CBDC) อย่างดิจิทัลรูเบิล รวมถึงสเตเบิลคอยน์ที่ผูกกับรูเบิลอย่าง ‘RUBx’ ซึ่งถูกจัดเป็นสินทรัพย์ที่ห้ามทำธุรกรรมโดยตรง EU ยังสั่งยุติความช่วยเหลือทุกรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดิจิทัลรูเบิลด้วย
คำสั่งคว่ำบาตรรอบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ ‘คริปโต’ แต่ลุกลามไปยังระบบการเงินดั้งเดิมของรัสเซียอย่างชัดเจน ธนาคารรัสเซีย 20 แห่ง และสถาบันการเงินจากประเทศที่สามอีก 4 แห่ง รวมถึงองค์กรที่เชื่อมต่อกับระบบส่งข้อความทางการเงินของรัสเซียอย่าง SPFS ต่างถูกรวมเข้าในบัญชีคว่ำบาตร เป้าหมายคือการกดดันเครือข่ายการชำระเงินระหว่างประเทศของรัสเซียทั้งระบบ
แพลตฟอร์มวิเคราะห์บล็อกเชนอย่างเชนอะล리ซิส(Chainalysis) ให้ ‘ความคิดเห็น’ ว่า มาตรการนี้กระทบต่อกิจกรรมคริปโตใน ‘ระบบนิเวศ’ ของรัสเซียและเบลารุสแทบทั้งหมด ผู้อยู่อาศัยใน EU จะไม่สามารถทำธุรกรรมกับทั้งกระดานเทรดแบบรวมศูนย์(CEX) ที่มีฐานในรัสเซีย–เบลารุส รวมถึงแพลตฟอร์มไฟแนนซ์แบบกระจายอำนาจหรือ ‘ดีไฟ(DeFi)’ ที่เชื่อมโยงกับสองประเทศดังกล่าวได้ นอกจากนี้ บริการคริปโตที่ออกภายใต้กรอบกำกับของ ‘ไมก้า(MiCA)’ ก็ไม่สามารถให้บริการแก่บุคคลหรือนิติบุคคลในเบลารุสได้เช่นกัน
หนึ่งในเป้าหมายหลักของแพ็กเกจคว่ำบาตรครั้งนี้คือสเตเบิลคอยน์ ‘A7A5’ ซึ่งถูกมองเป็นช่องทางชำระเงินสำคัญของธุรกิจรัสเซียในระบบการเงินโลก เชนอะลิซิสระบุว่า A7A5 มียอดมูลค่าธุรกรรมสะสมราว 119.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 176.4 ล้านล้านวอน) และถูกใช้เป็นสะพานเชื่อมระหว่างบริษัทที่ถูกรัฐคว่ำบาตรของรัสเซียกับสถาบันการเงินต่างประเทศ โดยเฉพาะในรายงานปี 2026 ที่ระบุว่าแค่ในช่วงเวลา 1 ปี มูลค่าธุรกรรมของ A7A5 ก็พุ่งเกิน 93.3 พันล้านดอลลาร์
เบื้องหลังของ ‘A7A5’ คือกระดานเทรดเทนกรีคอยน์(TengriCoin·Meer.kg) ที่มีฐานอยู่ในคีร์กีซสถาน ซึ่งถูก EU ระบุว่าเป็นศูนย์กลางการซื้อขายของสเตเบิลคอยน์ตัวนี้โดยตรง จึงถูกดึงเข้าไปอยู่ในรายชื่อคว่ำบาตรพร้อมกัน
เพื่อปิดช่องทางหลบเลี่ยงการคว่ำบาตรผ่านธุรกรรมที่ซับซ้อน EU ยังห้ามรูปแบบธุรกรรมที่เรียกว่า ‘เน็ตติ้ง(netting)’ ซึ่งเป็นการหักกลบลบกันระหว่างคู่ค้าหลายฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัสเซีย ทำให้การจัดโครงสร้างธุรกรรมแบบอ้อมเพื่อหลบมาตรการถูกจำกัดอย่างหนัก
ประเทศที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายการเงินและคริปโตของรัสเซียก็ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด ภายในแพ็กเกจคว่ำบาตรครั้งนี้มีการเอ่ยถึงคีร์กีซสถาน จีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์(UAE) อุซเบกิสถาน คาซัคสถาน และเบลารุส ในมิติของกิจกรรมทางการเงินและธุรกรรมตัวกลางต่าง ๆ สะท้อนความตั้งใจของ EU ที่จะปิดเส้นทางลัดทุกทิศทาง ตั้งแต่ ‘คริปโต’ ไปจนถึงการค้าระหว่างประเทศ
มาตรการล่าสุดของ EU แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ‘คริปโตเคอร์เรนซี’ และ ‘สินทรัพย์ดิจิทัล’ ไม่ได้ถูกมองแค่ในฐานะนวัตกรรมทางการเงิน แต่กลายเป็น ‘เครื่องมือด้านภูมิรัฐศาสตร์’ ในสมรภูมิการคว่ำบาตรระดับโลก ท่ามกลางทิศทางที่การกำกับดูแลคริปโตเข้มข้นขึ้น ตลาดคริปโตโลกจึงมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนและความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่สูงขึ้นตามไปด้วย
ความคิดเห็น 0