ระเบียบคริปโต ‘MiCA’ ของสหภาพยุโรป(EU) กำลังเข้าสู่ช่วง ‘ชี้เป็นชี้ตาย’ ในวันที่ 1 กรกฎาคมนี้ เมื่อผู้ให้บริการคริปโตทุกรายที่ต้องการทำธุรกิจกับลูกค้าใน EU จะต้องมีใบอนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้ ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถให้บริการลูกค้าในตลาดยุโรปได้อีกต่อไป ทำให้มี ‘ความกังวล’ ว่าธุรกิจคริปโตขนาดเล็กจำนวนมากอาจต้องทยอยปิดตัวหรือย้ายประเทศ หากไม่สามารถเร่งขอใบอนุญาต MiCA ได้ทันเวลา
ตามรายงานของ ‘코인텔레그래프’ เมื่อวันที่ 24 (เวลาท้องถิ่น) บริษัทผู้ให้บริการซื้อขายคริปโตสัญชาติอังกฤษอย่าง โค인จาร์(CoinJar) เปิดเผยว่า บริษัทได้รับใบอนุญาต MiCA ในไอร์แลนด์เรียบร้อยแล้ว และมองว่าภายใต้ ‘MiCA’ ตลาดคริปโตยุโรปกำลังเดินหน้าเข้าสู่ระยะ ‘เติบโตแบบมีวุฒิภาวะ’ ที่เอื้อให้กับผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎระเบียบเป็นอันดับแรก อย่างไรก็ตาม ในอีกหลายประเทศ โดยเฉพาะ ‘โปแลนด์’ กลับมีคำเตือนว่าผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือน(VASP) หลายพันรายอาจไม่ผ่านด่านกำกับดูแลครั้งนี้ และค่อยๆ หายไปจากตลาด
มาทেউช คารา(Mateusz Kara) ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารของกระดานเทรด อารี10(Ari10) ระบุว่าบริษัทของเขาสามารถขอใบอนุญาต MiCA ในเนเธอร์แลนด์ได้สำเร็จ แต่หากมองกลับไปที่ตลาดบ้านเกิดอย่างโปแลนด์แล้ว ภาพรวมกลับไม่สวยงามนัก เพราะในบรรดา VASP ที่ขึ้นทะเบียนไว้ราว 2,000 ราย มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เดินหน้าเรื่องใบอนุญาต MiCA ได้จริง เขาชี้ว่าต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ทั้งในแง่ค่าใช้จ่าย บุคลากร และโครงสร้างองค์กร อยู่ในระดับที่ ‘ธุรกิจขนาดเล็กแทบเอื้อมไม่ถึง’ ‘ความคิดเห็น’ เขามองว่าผลสุดท้ายตลาดยุโรปจะถูกปรับโครงสร้างให้เหลือเพียงผู้เล่นรายใหญ่ อย่างกระดานเทรดหลัก และผู้ให้บริการรับฝากทรัพย์สินดิจิทัลรายสำคัญเป็นแกนหลัก
ฝ่ายแพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์(DeFi) ก็มีมุมมองคล้ายกัน แมทธิว พินน็อก(Matthew Pinnock) ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการของ อัลทูรา(Altura) มองว่าข้อกำหนดด้าน ‘การขออนุญาต การกำกับดูแลกิจการ และการรายงาน’ ที่ใช้กรอบเดียวกันกับผู้เล่นทุกรูปแบบ อาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญให้ ‘โครงการระยะเริ่มต้น’ และ ‘บริการเชิงทดลอง’ ต้องย้ายออกจากยุโรป เขาเปรียบเทียบว่าทิศทางของ ‘MiCA’ คล้ายกับกรอบกำกับดูแลที่เข้มข้นของญี่ปุ่น ซึ่งเคยถูกวิจารณ์ว่าผลักผู้ประกอบการรายเล็กจำนวนมากออกนอกระบบ
ประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดคือ ‘DeFi’ เอง แม้ในทางหลักการ MiCA จะระบุว่าบริการที่ ‘กระจายศูนย์อย่างเต็มรูปแบบ’ สามารถได้รับข้อยกเว้นจากกฎบางส่วน แต่ปัญหาใหญ่คือยังไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าต้อง ‘กระจายศูนย์’ แค่ไหนถึงจะถือว่าเข้าเกณฑ์ ‘สมบูรณ์’ แพลตฟอร์มอย่าง อัลทูรา จึงเลือกใช้โมเดลแบบไม่รับฝากสินทรัพย์ (non-custodial) โดยยังคงให้ผู้ใช้ควบคุมสินทรัพย์ของตนเอง แต่ในส่วนที่เป็นจุดสัมผัสกับผู้ใช้งานในยุโรป เช่น จุดแลกเปลี่ยนหรือทางเข้าออกสู่ระบบการเงินทั่วไป จะใช้บริการของกระดานเทรด ผู้รับฝาก และกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตแล้วแทน ผู้เชี่ยวชาญมองว่าถ้าพิจารณาจาก ‘ความสามารถในการอัปเกรดโปรโตคอล การระบุผู้ควบคุมการดำเนินงาน และระดับการควบคุมส่วนหน้า(Front-end)’ แพลตฟอร์ม DeFi จำนวนมากมีแนวโน้มจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม ‘ไฮบริด’ คือไม่ใช่กระจายศูนย์เต็มร้อย และอาจต้องปฏิบัติตามกฎเช่นเดียวกับผู้ให้บริการแบบรวมศูนย์
ฝั่งหน่วยงานกำกับของสหภาพยุโรปย้ำว่า ‘MiCA’ ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อหยุดยั้งนวัตกรรม แต่เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง ‘การคุ้มครองนักลงทุน’ และ ‘การแข่งขันที่เป็นธรรม’ โดยสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดยุโรป(ESMA) ระบุว่าช่วงเวลาผ่อนผันที่ผ่านมา มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เล่นเดิมในตลาดได้ปรับตัวก่อนกฎใหม่มีผลเต็มรูปแบบ อย่างไรก็ตาม ยังมีเสียงวิจารณ์ต่อเนื่องว่าระบบกำกับดูแลแบบรวมศูนย์อาจให้น้ำหนักกับผู้เล่นรายใหญ่จนเกินไป จนทำให้ธุรกิจขนาดเล็กเสียเปรียบในเชิงโครงสร้าง
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เล่นที่ ‘วิ่งเร็ว’ อย่าง โค인จาร์ กลับมอง ‘MiCA’ เป็นโอกาสในการจัดระเบียบตลาดเสียใหม่ แอชเชอร์ แทน(Asher Tan) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโค인จาร์ ระบุว่ากรอบกำกับดูแลฉบับนี้เป็นขั้นตอนสำคัญในการดึงสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าสู่ ‘ระเบียบวินัยทางการเงินที่เป็นทางการ’ และเชื่อว่าหากเวลาผ่านไป ตลาดจะชัดเจนขึ้นว่าบริษัทที่โปร่งใสและมีธรรมาภิบาลสามารถใช้ MiCA เป็น ‘ทางด่วน’ ในการขยายบริการไปยังลูกค้าในหลายประเทศทั่วยุโรปพร้อมกัน
ท้ายที่สุด ‘MiCA’ จึงมีแนวโน้มจะทำหน้าที่เป็น ‘ฟิลเตอร์’ ให้กับตลาดคริปโตยุโรปอย่างแท้จริง ‘คำ’ สำหรับผู้ที่มีทุนและทีมงานพร้อม จะเห็นเส้นทางสู่การเข้าสู่ระบบการเงินกระแสหลักที่ชัดเจนขึ้น แต่สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ข้อกำหนดด้านเงินทุน บุคลากร และการกำกับดูแลอาจกลายเป็น ‘กำแพงสูง’ กั้นอยู่ตรงหน้า คำถามสำคัญหลังวันที่ 1 กรกฎาคมคือ ตลาดคริปโตในยุโรปจะสามารถสร้างภาพลักษณ์ใหม่ในฐานะ ‘ศูนย์กลางที่มีความน่าเชื่อถือสูง’ หรือจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ ‘การอพยพครั้งใหญ่’ ของทีมพัฒนาและโปรเจกต์ที่มีศักยภาพออกนอกภูมิภาค ซึ่งคำตอบสุดท้ายจะถูกกำหนดโดย ‘ความเร็วและวิธีการปรับตัว’ ของผู้ประกอบการในแต่ละประเทศเป็นหลัก
ความคิดเห็น 0