โครงการคริปโตเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่า การมาของ ‘AI’ กำลังทำให้ระบบ ‘บักบาวน์ตี (Bug Bounty)’ หรือโปรแกรมแจกรางวัลค้นหาช่องโหว่ด้านความปลอดภัย กลายเป็นภาระหนักกว่าเดิม แม้จำนวนการแจ้งเตือนช่องโหว่จะพุ่งสูงขึ้น แต่การแยกระหว่าง ‘ช่องโหว่จริง’ กับ ‘รายงานหลอน’ ที่เกิดจากการใช้ AI กลับยากขึ้นอย่างมาก
เมื่อวันที่ 21 (เวลาท้องถิ่น) แบร์รี แพลน켓(Barry Plunkett) ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอร่วมของ ‘คอสมอส แล็บส์(Cosmos Labs)’ ระบุว่า ‘AI กำลังเปลี่ยนวิธีการทำงานของโปรแกรมบักบาวน์ตีไปโดยสิ้นเชิง’ โดยเปิดเผยว่าจำนวนรายงานบักบาวน์ตีที่ส่งเข้ามายังโครงการ เพิ่มขึ้นถึงราว 900% เมื่อเทียบกับปีก่อน คิดเป็นวันละประมาณ 20–50 เคส เขายอมรับว่าไม่ใช่แค่ ‘รายงานคุณภาพดี’ ที่เพิ่มขึ้น แต่ ‘รายงานไร้สาระและใช้งานไม่ได้’ ก็ไหลทะลักเข้ามาพร้อมกัน
ระบบ ‘บักบาวน์ตี’ คือโครงสร้างจูงใจที่ให้รางวัลแก่แฮกเกอร์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ค้นพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัย เพื่อช่วยป้องกันปัญหาเชิงรุก ก่อนถูกโจมตีจริง ในโลกคริปโต ระบบนี้ถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในสมาร์ตคอนแทรกต์และโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชน เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจกินมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ ทว่าเมื่อ ‘AI’ เข้ามาช่วยทั้งในการอ่านโค้ด วิเคราะห์ช่องโหว่ และเขียนรายงานอย่างรวดเร็ว ทำให้เริ่มเกิดปรากฏการณ์ ‘รายงานหลอน’ หรือการแจ้งช่องโหว่ที่ไม่มีอยู่จริงจากการเดาและแต่งข้อมูลของโมเดล AI
คาดาน สตาเดลมัน(Kadan Stadelmann) บล็อกเชนดีเวลลอปเปอร์และประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยี(CTO) ของ ‘โคโมโด แพลตฟอร์ม(Komodo Platform)’ ยืนยันแนวโน้มเดียวกัน โดยชี้ว่า ‘จำนวนรายงานบักบาวน์ตีคุณภาพต่ำเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน’ และมองว่า การที่ AI ทำให้การเขียนรายงานมีต้นทุน ‘ถูกลงและเร็วขึ้นมาก’ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้มีการส่งรายงานเข้ามาแบบถล่มทลาย เขาเสริมว่า หลายกรณีแทบจะเข้าข่าย ‘การตรวจจับผิดพลาด (False Positive)’ ทำให้ทีมงานต้องเสียทรัพยากรด้านเวลาและบุคลากรจำนวนมากไปกับการตรวจสอบสิ่งที่ไม่ใช่ปัญหาจริง
กรณีตัวอย่างที่ถูกพูดถึงมากคือเหตุการณ์ของ ดาเนียล สเตนเบิร์ก(Daniel Stenberg) ผู้สร้าง ‘curl’ เครื่องมือรับ–ส่งข้อมูลผ่านโปรโตคอลต่าง ๆ แบบโอเพนซอร์ส ที่ถูกใช้ทั่วโลก สเตนเบิร์กเปิดเผยเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ว่าเขาตัดสินใจยุติโปรแกรมบักบาวน์ตีของตนเอง หลังจากต้องเจอกับ ‘ก้อนรายงาน’ ที่ถูกสร้างด้วย AI จำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้สะท้อนช่องโหว่จริง ทำให้การบริหารจัดการโปรแกรมแทบเป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มด้านบักบาวน์ตีรายใหญ่ ‘แฮกเกอร์วัน(HackerOne)’ ระบุว่า จำนวนรายงานที่มีมูลค่าได้รับรางวัลในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 85,000 เคส เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนว่า ‘ปริมาณ’ ของการล่าบักกำลังขยายตัวตามการใช้ AI
ท่ามกลางความวุ่นวายนี้ ผู้เล่นในอุตสาหกรรมเริ่มมอง ‘AI’ ไม่ใช่แค่ ‘ต้นเหตุ’ ของปัญหา แต่ยังเป็น ‘เครื่องมือรับมือ’ ด้วย แพลนเก็ตเผยว่า คอสมอส แล็บส์ปรับกลยุทธ์รับมือแล้ว โดยให้ ‘ความสำคัญลำดับต้น’ กับรายงานจากนักวิจัยที่มีประวัติผลงานและความน่าเชื่อถือสูง พร้อมกับยกระดับเกณฑ์การประเมินรายงานให้เข้มงวดขึ้น ทั้งด้านคุณภาพเชิงเทคนิค ความชัดเจนของหลักฐาน และผลกระทบที่วัดได้
สตาเดลมันเห็นพ้องว่า ระบบด้าน ‘ป้องกัน’ จำเป็นต้องอาศัย AI เช่นกัน โดยเสนอว่า ‘ต้องมีระบบ AI ฝั่งป้องกัน ที่สามารถคัดกรองรายงานที่ส่งเข้ามาได้อัตโนมัติ’ ทั้งด้วยการจัดลำดับความเสี่ยง ตรวจจับรูปแบบการหลอก AI ซ้ำ ๆ และลดงานที่ต้องใช้มนุษย์ดูเอง โดยเฉพาะสำหรับทีมเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด เขามองว่า เครื่องมือแบบนี้คือสิ่งจำเป็น หากไม่อยากให้ทีมจมอยู่กับการตรวจรายงานลวงจนไม่มีเวลาปิดช่องโหว่จริง
“ความคิดเห็น” ในภาพใหญ่ ‘AI’ กำลังกลายเป็นดาบสองคมต่อระบบความปลอดภัยของคริปโต หนึ่งด้านช่วยเร่งการค้นหาช่องโหว่และเพิ่มประสิทธิภาพการรีวิวโค้ด แต่อีกด้านทำให้ ‘ภาระตรวจสอบ’ หนักขึ้นมาก หากการเติบโตเชิงปริมาณของบักบาวน์ตีไม่มีระบบคัดกรองและจัดลำดับที่ดีมารองรับ กลไกที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อ ‘เพิ่มความปลอดภัย’ อาจกลับกลายเป็น ‘คอขวด’ ที่ทำให้ช่องโหว่จริงถูกซ่อนอยู่ในกองรายงานหลอนจาก AI ได้ง่ายกว่าเดิม
ความคิดเห็น 0