มีมคอยน์ ‘레이브다오(RAVE)’ หรือ ‘RAVE’ กลายเป็นประเด็นร้อนในตลาดคริปโต หลังราคาพุ่งขึ้นกว่า 5,000% ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ก่อนจะร่วงลงมากกว่า 90% ในเวลาแค่ 1 วัน กระแสสงสัยว่าอาจเป็น ‘ตลาดวงใน’ และ ‘การปั่นราคา’ ยิ่งทวีความแรงขึ้น เมื่อ ‘นักวิเคราะห์ออนเชน’ ชื่อดังอย่าง แซ็ค엑스비티(ZachXBT) ออกมาเปิดเผยหลักฐานที่ระบุว่ากระเป๋าภายในถือโทเคน ‘RAVE’ ส่วนใหญ่ไว้ในมือ และอาจมีส่วนสำคัญในการดันราคาให้พุ่งสูงผิดปกติ
เมื่อวันที่ 17 (เวลาท้องถิ่น) สื่อต่างประเทศในอุตสาหกรรมคริปโตรายงานตรงกันว่า ‘RAVE’ เคยพุ่งขึ้นจนมูลค่าแบบ Fully Diluted Valuation (FDV) แตะราว 20,000,000,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้เหรียญมีมตัวนี้ไต่ขึ้นไปติดกลุ่มท็อป 20 ตามมูลค่าตลาดอยู่ช่วงสั้นๆ แต่ท่ามกลางการพุ่งแรงดังกล่าว มีข้อมูลจากฝั่งออนเชนชี้ว่า ‘ประมาณ 90% ของอุปทานทั้งหมดกระจุกตัวอยู่ในกระเป๋าภายใน (insider wallets)’ ทำให้แรงซื้อจากรายย่อยเริ่มชะลอลงอย่างรวดเร็ว และสุดท้ายราคาก็ทรุดฮวบ
‘แซ็ค엑스비티’ เปิดเผยว่าได้ส่งคำร้องขอให้กระดานเทรดรายใหญ่ เช่น ไบแนนซ์(Binance), บิตเก็ต(Bitget), เก이트(Gate) ตรวจสอบธุรกรรมและโครงสร้างการถือครองของ ‘RAVE’ โดยตรง พร้อมประกาศตั้ง ‘ค่าตอบแทนสูงสุด 25,000 ดอลลาร์’ ในรูปคริปโต ให้กับผู้ที่สามารถให้ข้อมูลยืนยันตัวตนและกลไกของกลุ่ม ‘วงใน’ ที่ถูกกล่าวหาได้ ‘คำ’ ที่ทำให้ตลาดสะดุ้งคือ การระบุว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่ “แพลตฟอร์มเหล่านี้จะ ‘ไม่รู้เห็น’ กับความผิดปกติ ก่อนที่ประเด็นจะถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ”
ในมุมของ ‘แซ็ค엑스비티’ เหตุการณ์ ‘RAVE’ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่สะท้อน ‘แพทเทิร์นซ้ำๆ’ ที่เริ่มเห็นบ่อยขึ้นในตลาดมีมคอยน์ช่วงหลัง เขายกตัวอย่างเหรียญที่มีพฤติกรรมราคาใกล้เคียงกัน ได้แก่ ริเวอร์(RIVER), 핍핀(PIPPIN), 사이렌(SIREN), MYX, COAI และ 메메코어(MemeCore·M) ซึ่งต่างก็ไม่มีปัจจัยพื้นฐานหรือข่าวบวกชัดเจน แต่กลับถูกดันราคาขึ้นทีละหลายร้อยถึงหลายพันเปอร์เซ็นต์ ก่อนจะไหลลงอย่างหนักในเวลาสั้นๆ
ในบรรดาเหรียญที่ถูกยกขึ้นมาพูดถึง ‘리버(RIVER)’ ถูกจับตามากเป็นพิเศษ เพราะเคยซื้อขายกันบริเวณ 1 ดอลลาร์ ก่อนจะไต่ขึ้นไปใกล้ระดับ 90 ดอลลาร์ในช่วงจุดสูงสุด ‘คำ’ ที่หลายคนเชื่อมโยงคือ การเคลื่อนไหวของราคาแบบสุดโต่งในช่วงเวลาสั้นๆ และการสะสมโทเคนจำนวนมากในมือของไม่กี่กระเป๋า ซึ่งทำให้เกิดคำถามซ้ำๆ ว่า นี่คือ ‘ดีมานด์จริงจากตลาด’ หรือเป็นเพียง ‘สคริปต์การปั่นราคา’ ที่ถูกเล่นวนกันอยู่ในกลุ่มเดิม
ด้านบทบาทของกระดานเทรด ‘แซ็ค엑스비티’ ไม่ได้เก็บคำวิจารณ์ไว้ เขาชี้ว่ากระดานควร ‘จับสัญญาณผิดปกติได้เร็วกว่านี้’ โดยเฉพาะกรณีที่มูลค่าตลาดของเหรียญใหม่พุ่งขึ้นอย่างไร้เหตุผลในเวลาอันสั้น และมีข้อมูลออนเชนบ่งชี้ชัดว่าโทเคนส่วนใหญ่ถูกรวมศูนย์อยู่ในกระเป๋าจำนวนจำกัด ‘ความคิดเห็น’ ของเขาคือ เมื่อการดำเนินการล่าช้า ผู้ที่เสียหายมากที่สุดคือ ‘นักลงทุนรายย่อย’ ขณะที่กระดานยังคงเก็บค่าธรรมเนียมจากปริมาณเทรดที่พุ่งสูง โดยกล่าวว่า “ความเป็นไปได้ที่ ‘ระบบภายใน’ จะไม่ตรวจจับสัญญาณเหล่านี้ก่อนที่ผมจะพูดถึงต่อสาธารณะนั้น ต่ำมาก”
จนถึงขณะนี้ ประเด็น ‘การปั่นราคา’ และ ‘การควบคุมอุปทานโดยวงใน’ ของ ‘RAVE’ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันจากแหล่งที่พิสูจน์ตรวจสอบได้ แต่ ‘รางวัล 25,000 ดอลลาร์’ สำหรับผู้แจ้งเบาะแสยังคงเปิดอยู่ สิ่งที่แน่ชัดคือ กรณีนี้กำลังถูกใช้เป็น ‘ตัวอย่างสดๆ’ ว่าตลาดมีมคอยน์ในปัจจุบันอาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วย ‘กระแสชุมชน’ เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังมี ‘ทุนใหญ่’ และ ‘โครงสร้างการถือครองที่บิดเบี้ยว’ อยู่เบื้องหลัง
ในฝั่งนักลงทุน ระดับความระแวงเริ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะต่อเหรียญอัลต์คอยน์ที่เพิ่งเปิดตัวและราคาขึ้นแรงในเวลาอันสั้น หลายเสียงในตลาดมองตรงกันว่า ก่อนจะมองเรื่อง ‘สภาพคล่อง’ หรือ ‘ยอดเทรดรายวัน’ สิ่งที่ควรเช็กเป็นอันดับแรกกลับเป็น ‘โครงสร้างการกระจายโทเคน’ และ ‘ระดับการกระจุกตัวของกระเป๋าใหญ่’ ‘ความคิดเห็น’ ที่ถูกพูดซ้ำมากขึ้นก็คือ หากโทเคนกว่า 70–90% อยู่ในมือไม่กี่เจ้า ไม่ว่าโปรเจ็กต์จะเล่าเรื่องสวยหรูแค่ไหน ความเสี่ยงถูกกดดันราคา หรือแม้แต่ถูกเทขายจนพังทั้งตลาด ก็ยังคงสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความคิดเห็น 0