Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

Tiger Research ชี้สงครามโครงสร้างพื้นฐานชำระเงิน AI Agent เดือด หลังเปิดมาตรฐานแล้ว 8 โปรโตคอล

การแข่งขันด้าน ‘โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินสำหรับ AI Agent’ เข้าสู่ช่วงจริงจังแล้ว หลังไทเกอร์รีเสิร์ช(Tiger Research) ระบุในรายงานล่าสุดว่า บิ๊กเทคระดับโลก เครือข่ายบัตร บริษัทโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน และผู้เล่นสายคริปโต ต่างเริ่มชิงมาตรฐานเพื่อยึดตำแหน่งในระบบชำระเงินยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนโดย AI Agent โดยรายงานแบ่งตลาดออกเป็น 2 ส่วน คือ ‘Agentic Commerce’ ที่มนุษย์มอบหมายให้เอเยนต์ช่วยค้นหาและซื้อสินค้า กับ ‘Pay-per-call’ ที่เอเยนต์จ่ายเงินเองเพื่อเข้าถึง API ข้อมูล หรือทรัพยากรประมวลผล ซึ่งกลุ่มแรกเริ่มแข่งขันกันแล้ว ขณะที่กลุ่มหลังยังขึ้นอยู่กับจังหวะที่ตลาดเปิดจริง

เมื่อไม่นานมานี้ ตามรายงานของ Tiger Research ระบุว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มีการเปิดตัวโปรโตคอลมาตรฐานสำหรับการชำระเงินของ AI Agent แล้วราว 8 แบบ และนับจากปี 2025 เป็นต้นมา ก็เริ่มเห็นการประกาศความร่วมมือระหว่างบริษัทที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนว่านี่ไม่ใช่แค่การแข่งกันเรื่องฟีเจอร์ แต่เป็นสงครามแย่งชิง ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ของตลาดในอนาคต ว่าใครจะคุมเลเยอร์สำคัญอย่างการค้นหา การชำระเงิน การชำระบัญชี และการยืนยันความน่าเชื่อถือได้

รายงานมองว่า ‘Agentic Commerce’ คือสนามแข่งขันที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน รูปแบบคือผู้ใช้สั่งงาน AI Agent เช่น ให้จัดทริปโตเกียวสัปดาห์หน้าในงบ 2 ล้านบาท จากนั้นเอเยนต์จะไปค้นหาตั๋วเครื่องบิน โรงแรม การเดินทาง ประกัน หรือบริการแลกเงิน ก่อนดำเนินการชำระเงินตามเงื่อนไขที่กำหนด กระบวนการนี้แบ่งเป็น 2 ชั้นหลัก ได้แก่ ‘เลเยอร์การค้นหา’ ที่ใช้ค้นหาสินค้าและบริการ และ ‘เลเยอร์การชำระเงิน’ ที่ใช้ปิดรายการจริง

ในกลุ่มนี้ กูเกิลถูกมองว่าเป็นผู้เล่นสำคัญที่พยายามยึดทั้งสองเลเยอร์พร้อมกันผ่าน UCP และ AP2 โดย UCP เป็นโปรโตคอลค้นหาที่ทำให้ AI Agent กับร้านค้าสื่อสารกันได้ในรูปแบบมาตรฐาน ส่วน AP2 เป็นมาตรฐานการมอบสิทธิการชำระเงินที่ใช้บันทึกขอบเขตการอนุมัติของผู้ใช้และความรับผิดชอบในการทำรายการ ในโลกที่เอเยนต์เป็นคนกดซื้อแทนผู้ใช้ คำถามสำคัญคือ “ใคร อนุมัติอะไร เมื่อไร” ซึ่ง AP2 ถูกออกแบบมาเพื่อเก็บข้อมูลดังกล่าวในลักษณะสัญญาดิจิทัลที่แก้ไขย้อนหลังได้ยาก

เหตุผลที่กูเกิลผลักดันมาตรฐานนี้อย่างหนักก็ชัดเจน เพราะในปี 2025 บริษัทมีรายได้จากโฆษณาราว 262.7 พันล้านดอลลาร์ และรายได้จากคลาวด์อีกราว 58 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของธุรกิจ หากผู้บริโภคเปลี่ยนจากการค้นหาผ่านเสิร์ชเอนจินไปให้ AI Agent ตัดสินใจซื้อแทน โมเดลโฆษณาแบบเดิมก็อาจถูกกระทบโดยตรง รายงานประเมินว่ากูเกิลกำลังพยายามเชื่อม เจมินี, Google Pay, แอนดรอยด์, โครม และเครือข่ายร้านค้าขนาดใหญ่เข้าด้วยกัน เพื่อเก็บทราฟฟิกการค้นหาและการชำระเงินให้อยู่ในระบบนิเวศของตนแม้เข้าสู่ยุค AI Agent แล้วก็ตาม

ฝั่งโอเพนเอไอใช้แนวทางต่างออกไปผ่าน ACP ที่พัฒนาร่วมกับสไตรป์ โดย ACP เป็นโปรโตคอลโอเพนซอร์สที่เปิดทางให้ AI Agent ภายในแชตจีพีที(ChatGPT) ค้นหาสินค้าและชำระเงินแทนผู้ใช้ได้ จุดสำคัญคือเอเยนต์จะไม่เข้าถึงข้อมูลบัตรของผู้ใช้โดยตรง แต่ใช้งานโทเคนชำระเงินแบบใช้ครั้งเดียวที่ออกโดยผู้ให้บริการชำระเงิน(PSP) แทน ทำให้สามารถจำกัดเงื่อนไขการใช้งานได้อย่างละเอียด เช่น ใช้ได้กับร้านค้าใด วงเงินเท่าไร หมดอายุเมื่อไร และใช้ได้เฉพาะในเช็กเอาต์เซสชันใด ช่วยลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดหรือการโจรกรรมข้อมูล

อย่างไรก็ตาม ความพยายามช่วงแรกของโอเพนเอไอก็สะท้อนข้อจำกัดเช่นกัน รายงานระบุว่าในเดือนกันยายน 2025 ฟีเจอร์ Instant Checkout ใน ChatGPT ที่ใช้กับร้านค้าบน Shopify คิดค่าธรรมเนียมราว 4% ต่อธุรกรรม แต่ติดปัญหาเรื่องการซิงก์สต๊อก การคำนวณภาษี และอัตราเปลี่ยนเป็นการซื้อจริงที่ต่ำ โดยวอลมาร์ตเปิดเผยว่าอัตราคอนเวอร์ชันผ่าน ChatGPT อยู่เพียงประมาณ 1 ใน 3 ของเว็บไซต์บริษัทเอง สุดท้ายในเดือนมีนาคม 2026 โอเพนเอไอจึงลดบทบาทการชำระเงินแบบทันทีลง และปรับให้ ChatGPT โฟกัสที่การค้นหาสินค้า ก่อนส่งต่อการจ่ายเงินจริงไปยังระบบของร้านค้าแทน รายงานมองว่านี่ไม่ใช่การถอย แต่เป็นการปรับจังหวะ โดยโอเพนเอไอยังคงตั้งเป้าคุมจุดเริ่มต้นของธุรกรรมในระยะยาวผ่านข้อมูลผู้บริโภคและข้อมูลการเงิน

ในฝั่งเครือข่ายบัตรแบบดั้งเดิม วีซา(V) และมาสเตอร์การ์ด(MA) ถูกมองว่าใช้กลยุทธ์คล้ายกัน คือไม่ได้เดิมพันว่ามาตรฐานใดจะชนะ แต่ต้องการให้ไม่ว่าโปรโตคอลไหนชนะ สุดท้ายธุรกรรมยังวิ่งผ่านเครือข่ายของตัวเอง Tiger Research ระบุว่า วีซาเปิดตัว Visa Intelligent Commerce ในเดือนเมษายน 2025 เพื่อรองรับโปรโตคอลจากหลายฝ่าย ขณะที่มาสเตอร์การ์ดใช้ Agent Pay และ Acceptance Framework เพื่อให้ร้านค้ารับการจ่ายเงินจาก AI Agent ได้โดยไม่ต้องลงทุนพัฒนาระบบเพิ่มมากนัก

สำหรับวีซา รายได้ปี 2025 อยู่ที่ราว 4 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีมูลค่าธุรกรรมต่อปีประมาณ 14 ล้านล้านดอลลาร์ แกนรายได้ยังคงเป็นค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ดังนั้นไม่ว่าคนจะกดจ่ายเองหรือ AI Agent กดแทน หากยังใช้รางชำระเงินของวีซา บริษัทก็ยังสร้างรายได้เหมือนเดิม อีกทั้งค่าบริการจากโครงสร้างพื้นฐานโทเคนไนซ์อาจกลายเป็นเสารายได้ใหม่ได้ด้วย แต่รายงานเตือนว่า หากสเตเบิลคอยน์ถูกนำมาใช้ชำระและเคลียร์ธุรกรรมโดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งเครือข่ายบัตร สมมติฐานนี้อาจถูกสั่นคลอน

มาสเตอร์การ์ดยังคงพึ่งพาค่าธรรมเนียมในลักษณะเดียวกัน แต่เลือกสร้างความต่างผ่านเลเยอร์การยอมรับของร้านค้า โดยร่วมมือกับคลาวด์แฟลร์เพื่อช่วยให้เว็บไซต์ร้านค้าตรวจจับทราฟฟิกจาก AI Agent ที่เชื่อถือได้โดยอัตโนมัติ และรองรับการจ่ายเงินจากเอเยนต์ได้โดยแทบไม่ต้องแก้โค้ดเดิม รายงานประเมินว่ามาสเตอร์การ์ดให้น้ำหนักกับการยึดพื้นที่ฝั่งร้านค้ามากกว่าการตั้งรับสเตเบิลคอยน์ในเวลานี้

สไตรป์เองขยับเข้ามาลึกมากขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานของ ‘Agentic Commerce’ ผ่าน ACP และโทเคนชำระเงินของตัวเองอย่าง SPT โมเดลคือ เมื่อผู้ใช้สั่งซื้อสินค้าผ่าน ChatGPT สไตรป์จะสร้างโทเคนชำระเงินแบบใช้ครั้งเดียวสำหรับธุรกรรมนั้นโดยเฉพาะ จากนั้น AI Agent นำโทเคนนี้ไปส่งต่อให้ร้านค้าแทนการส่งข้อมูลบัตรจริง ร้านค้าที่ใช้สไตรป์อยู่แล้วสามารถเข้าร่วมได้ด้วยการแก้ระบบเพียงเล็กน้อย ขณะที่ร้านค้าภายนอกก็ยังเชื่อมต่อได้ผ่านช่องทางอื่น รายงานชี้ว่า จุดแข็งของสไตรป์ไม่ได้อยู่แค่การรับจ่ายเงิน แต่คือการใช้ AI Agent เป็นจุดเริ่มต้นในการขายบริการการเงินและดาต้าอินฟราที่กว้างขึ้น เพื่อเพิ่มการพึ่งพิงระบบนิเวศของตัวเอง

จุดที่รายงานให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษคือ ‘Pay-per-call’ ซึ่งต่างจาก ‘Agentic Commerce’ ตรงที่ไม่ต้องรอให้มนุษย์อนุมัติการซื้อทุกครั้ง แต่เป็นกรณีที่ AI Agent จ่ายเงินให้เอเยนต์อื่นหรือบริการต่าง ๆ โดยตรงเพื่อเข้าถึง API ข้อมูล หรือกำลังประมวลผล ตัวอย่างเช่น เอเยนต์ที่ทำรายงานวิจัยตลาดอาจเรียกใช้ OpenAI API ดึงข้อมูลจากบริการอย่างดูน หรือแนนเซน และจ้างเอเยนต์อีกตัวเพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ ในกระบวนการเดียวอาจเกิดไมโครเพย์เมนต์หลายสิบครั้ง ซึ่งค่าธรรมเนียมแบบบัตรไม่เหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์ จึงถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ต้องใช้การชำระเงินต้นทุนต่ำบนฐานสเตเบิลคอยน์

ในตลาดนี้ คอยน์เบสใช้ x402 เป็นหัวหอก โดย x402 อาศัยแนวคิดจาก HTTP 402 เดิม ด้วยการแนบเงื่อนไขการชำระเงินไปกับคำขอ เมื่อผู้ร้องขอลงนามจ่ายเงินผ่านวอลเล็ตแล้วส่งคำขอกลับมา เซิร์ฟเวอร์จะตรวจสอบและปล่อยทรัพยากรให้หากการชำระเงินถูกต้อง จุดเด่นคือ ‘การจ่ายเงินคือการยืนยันตัวตน’ ทำให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเปิดบัญชีหรือขอ API key แยก ต่างจากระบบเดิม หากมีเงินและลงนามจ่ายได้ก็เข้าถึงทรัพยากรได้ทันที

รายได้ทั้งปี 2025 ของคอยน์เบสอยู่ที่ราว 7.2 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมาจากค่าธรรมเนียมกระดานเทรด ดังนั้น x402 ยังไม่ใช่แหล่งรายได้ตรงในวันนี้ แต่รายงานมองว่านี่คือการปูทางระยะยาว โดยใช้เบส(Base) เป็นเลเยอร์ชำระบัญชีหลัก และเชื่อมบทบาท facilitator เข้ากับแพลตฟอร์มนักพัฒนาของบริษัท หรือ CDP เพื่อเก็บค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐานและค่าการใช้งานเชนในอนาคต จุดสำคัญคือ x402 ไม่ได้แข่งกับวีซาหรือมาสเตอร์การ์ดตรง ๆ แต่กำลังเปิดตลาดใหม่สำหรับการชำระเงินความถี่สูง มูลค่าต่อครั้งต่ำมาก ซึ่งระบบบัตรทำแทบไม่ได้

สไตรป์ก็เปิดเกมตอบโต้ในตลาด ‘Pay-per-call’ ผ่าน MPP ซึ่งใช้รูปแบบ HTTP 402 เช่นกัน แต่รองรับทั้งสเตเบิลคอยน์ บัตร และเงิน fiat ภายใต้โปรโตคอลเดียว ความต่างสำคัญคือรองรับการจ่ายแบบอิงเซสชัน กล่าวคือ AI Agent สามารถวางเงินค้ำไว้ตอนเริ่มต้น จากนั้นคำขอจำนวนมากระหว่างทางจะถูกจัดการผ่าน voucher แบบ off-chain และค่อยชำระสุทธิครั้งเดียวเมื่อจบเซสชัน รายงานระบุว่าแนวคิดนี้เป็นฐานสำหรับเป้าหมายการรองรับธุรกรรมระดับ ‘1 ล้านรายการต่อวินาที’

สไตรป์ยังใช้ Tempo ซึ่งพัฒนาร่วมกับแพราไดม์ เป็นเชนชำระบัญชีหลักของ MPP ทำให้ภาพรวมของบริษัทชัดขึ้นว่า ACP และ SPT ใช้เจาะตลาด ‘Agentic Commerce’ บนรางบัตร ขณะที่ MPP และ Tempo ใช้รุก ‘Pay-per-call’ บนรางสเตเบิลคอยน์ รายงานเรียกแนวทางนี้ว่าเป็นกลยุทธ์แบบ ‘เปิดโปรโตคอล แต่ปิดโครงสร้างพื้นฐาน’

อีกบริษัทที่ถูกจับตาคือ เซอร์เคิล(CRCL) ในฐานะผู้ออก USDC ซึ่งได้เปรียบในอีกชั้นหนึ่ง เพราะสิ่งที่บริษัทถืออยู่ไม่ใช่แค่โปรโตคอลหรือเชน แต่คือ ‘สินทรัพย์ที่ใช้จ่าย’ เอง เซอร์เคิลกำลังสร้างสแตกแบบครบวงจรทั้งวอลเล็ตสำหรับนักพัฒนา ระบบนาโนเพย์เมนต์ และเชน Arc เพื่อใช้ประโยชน์จากการขยายตัวของการชำระเงินผ่าน AI Agent ให้มากที่สุด ยิ่ง USDC ถูกใช้แพร่หลาย ปริมาณหมุนเวียนและรายได้ดอกเบี้ยจากเงินสำรองก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ในปี 2025 บริษัทมีรายได้รวมและรายได้จากเงินสำรองราว 2.7 พันล้านดอลลาร์ โดยมากกว่า 95% มาจากดอกเบี้ยของทุนสำรอง USDC รายงานมองว่าไม่ว่าเชนใดหรือมาตรฐานใดจะชนะ หาก USDC กลายเป็นสินทรัพย์หลักสำหรับการชำระเงิน เซอร์เคิลก็มีโอกาสได้ประโยชน์สูง

ฝั่งอีเธอเรียม(ETH) ไม่ได้โฟกัสที่การชำระเงินโดยตรงเท่าไร แต่เน้นยึด ‘เลเยอร์ความน่าเชื่อถือ’ มากกว่า ผ่าน ERC-8004 ที่ถูกเสนอในเดือนสิงหาคม 2025 และนำขึ้นเมนเน็ตในเดือนมกราคม 2026 มาตรฐานนี้ใช้บันทึกข้อมูลตัวตน ชื่อเสียง ผลการตรวจสอบ และประวัติการทำงานของ AI Agent บนเชนในรูปแบบมาตรฐาน เช่น เอเยนต์ตัวใดมีประวัติทำธุรกรรมอย่างไร ได้รับฟีดแบ็กแบบไหน หรือผลลัพธ์ของงานที่มีความเสี่ยงสูงได้รับการตรวจสอบอย่างไร รายงานอธิบายว่านี่ไม่ใช่คู่แข่งของ x402 หรือ MPP แต่เป็นเลเยอร์ความเชื่อมั่นที่ทำงานอยู่ด้านบนโปรโตคอลชำระเงินเหล่านั้น

ส่วน ไคต์ AI ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีแนวทางล้ำกว่าเดิม เพราะไม่ได้พยายามดัดแปลงเครือข่ายบัตรหรือ PSP เดิมให้เข้ากับโลก AI Agent แต่เลือกสร้างโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินที่ออกแบบมาเพื่อเอเยนต์โดยเฉพาะตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายด้วยสเตเบิลคอยน์แบบ native ระบบยืนยันตัวตนบน Passport เลเยอร์ความน่าเชื่อถือแบบ programmable และการบังคับใช้ SLA อัตโนมัติ บริษัทยังระบุว่ารองรับมาตรฐานภายนอกหลายแบบทั้ง MCP, AP2, x402 และ MPP อย่างไรก็ตาม โครงการยังอยู่ในช่วง testnet และเริ่มต้นความร่วมมือเท่านั้น ทำให้คำถามใหญ่สุดยังคงเป็นเรื่องการนำไปใช้งานจริง

บทสรุปของ Tiger Research ค่อนข้างชัดเจน ‘Agentic Commerce’ กำลังเข้าสู่เส้นทางการใช้งานเชิงพาณิชย์แล้ว ดังนั้นคำถามไม่ใช่ว่าตลาดนี้จะเกิดหรือไม่ แต่คือใครจะดูดซับตลาดได้เร็วที่สุด ในทางกลับกัน ‘Pay-per-call’ ยังอยู่ในช่วงพิสูจน์ดีมานด์ เพราะทุกวันนี้ผู้ให้บริการ API รายใหญ่อย่างโอเพนเอไอ, แอนโทรปิก และ AWS ยังดำเนินธุรกิจได้ด้วยโมเดลสมัครสมาชิกหรือการเรียกเก็บเงินภายหลัง จึงยังไม่แน่ชัดว่าความจำเป็นของไมโครเพย์เมนต์ต้นทุนต่ำและความถี่สูงจะเร่งตัวเร็วแค่ไหน

ท้ายที่สุด รายงานมองว่าเกมโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินสำหรับ AI Agent คือเกมของ ‘ลำดับเวลา’ มากพอ ๆ กับเทคโนโลยี กล่าวคือ ตลาดจะเริ่มจากช่วงที่มนุษย์มอบหมายให้เอเยนต์ช่วยซื้อของก่อน ผ่าน ‘Agentic Commerce’ และเมื่อความเชื่อมั่นกับระดับความเป็นอิสระของเอเยนต์เพิ่มขึ้นมากพอ จึงค่อยขยายไปสู่ ‘Pay-per-call’ ที่เอเยนต์ทำธุรกรรมกันเองในวงกว้าง Tiger Research สรุปว่า ผู้ชนะในตลาด ‘Agentic Commerce’ กำลังแข่งกันอยู่แล้ว ขณะที่ผู้ชนะในตลาด ‘Pay-per-call’ จะตัดสินกันในวันที่ตลาดเปิดจริง และนั่นทำให้การแข่งขันด้าน ‘โครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินสำหรับ AI Agent’ กลายเป็นประเด็นที่ทั้งสายเทคโนโลยีและคริปโตต้องจับตาใกล้ชิดในเวลานี้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1