บิตคอยน์(BTC) เคลื่อนไหวทรงตัวบริเวณ 78,000 ดอลลาร์ (ราว 11.57 ล้านบาท) พร้อมรักษาแนวโน้มขาขึ้นระยะสั้น แต่ราคายังถูกกดไว้ที่แนวต้านสำคัญบริเวณ 79,000 ดอลลาร์ ทำให้มุมมองของตลาดแบ่งเป็นสองขั้วชัดเจน ทั้งฝั่งที่คาดว่าราคาจะทะลุ 80,000 ดอลลาร์ขึ้นไป และฝั่งที่เตือนถึงโอกาสร่วงลงแรงอาจลึกสุดถึงโซน 50,000 ดอลลาร์
ตามการวิเคราะห์ที่ถูกแชร์บนแพลตฟอร์ม ‘เอ็กซ์(X)’ ระบุว่า บิตคอยน์เคยเคลื่อนไหวในกรอบแคบ (ไซด์เวย์) ราว 64–114 วัน ก่อนเกิดความผันผวนรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง โดยในสองกรณีมีการปรับฐานลงราว 27% และ 33% ตามลำดับ สถานการณ์รอบนี้ก็มีโครงสร้างราคาคล้ายกันในลักษณะ ‘กล่องราคา’ ที่ทั้งฝั่งขาขึ้นและขาลงต่างมีเหตุผลรองรับใกล้เคียงกัน
บิตคอยน์ในช่วงนี้ยังอยู่ในภาวะ ‘มินิแรลลี่’ ระยะสั้น โดยแนวรับหลักถูกวางไว้ที่โซน 72,000–73,000 ดอลลาร์ ขณะที่แนวรับถัดไปอยู่บริเวณโซนฟีโบนัชชี 68,000–70,000 ดอลลาร์ ซึ่งยังสูงกว่าฉากทัศน์ขาลงลึกถึง 50,000 ดอลลาร์ที่นักวิเคราะห์บางรายกังวล
ด้านแนวต้าน ทางเทคนิคจับตา 79,000 ดอลลาร์เป็นจุดสำคัญ หลังจากราคาถูกปฏิเสธที่บริเวณนี้ถึงสองครั้งในรอบราว 10 วันที่ผ่านมา โมเดลวิเคราะห์ตลาดหลายแห่งมองว่า ‘72,000 ดอลลาร์’ เป็นเส้นที่ต้องรักษาไว้ให้ได้ หากปิดเหนือระดับนี้อย่างมั่นคง มีโอกาสเปิดทางสู่ช่วง 80,000–90,000 ดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม หากแนวรับ 72,000 ดอลลาร์แตกลงอย่างมีนัยสำคัญ ภาพรวมอาจเปลี่ยนทันที เนื่องจากแรงขายอาจขยายตัวต่อเนื่องแบบลูกโซ่จนราคาถูกกดลงต่ำกว่า 50,000 ดอลลาร์ได้ นักวิเคราะห์บางส่วนมองแง่ลบยิ่งกว่านั้น โดยประเมินกรอบล่างไว้ที่โซน 30,000–40,000 ดอลลาร์ หากเกิดภาวะเทขายรุนแรง
อีกปัจจัยสำคัญที่ตลาดกำลังจับตาคือ ‘กระแสเงินทุนในบิตคอยน์สปอต ETF’ ที่ไหลเข้าอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2 สัปดาห์ ผู้เล่นสถาบันรายใหญ่ เช่น แบล็คร็อก และผู้จัดการกองทุนรายสำคัญอื่นๆ อย่าง สเตรทิจี(Strategy) กำลังเพิ่มน้ำหนักการสะสม ซึ่งอาจทำหน้าที่เป็นทั้งแรงพยุงราคาและเชื้อเพลิงฝั่งขาขึ้นในระยะต่อไป
หากดีมานด์จากสถาบันยังเดินหน้าต่อ เสถียรภาพของแนวรับบริเวณ 70,000 ดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งแรงขึ้น ทว่าในสภาวะที่ความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจมหภาคยังสูง ความผันผวนก็ยังมีโอกาสปะทุได้ทุกเมื่อ ‘ความคิดเห็น’ ปัจจัยพื้นฐานที่ดีจึงไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงด้านราคาได้หายไป
โครงสร้างราคาปัจจุบันทำให้เกิดสิ่งที่หลายคนเรียกว่า ‘ความเสี่ยงไม่สมดุล (Asymmetric Risk)’ สำหรับผู้ลงทุน หากราคาปรับฐานลงถึง 50,000 ดอลลาร์ จะคิดเป็นการร่วงลงราว 36% จากระดับปัจจุบัน ในขณะที่อัพไซด์ไปถึง 80,000 ดอลลาร์กลับอยู่เพียงราว 5% เท่านั้น ตามการคำนวณของนักวิเคราะห์บางราย
ท่ามกลางภาพความเสี่ยงเช่นนี้ เริ่มเห็นสัญญาณการไหลของเม็ดเงินบางส่วนออกจากการถือบิตคอยน์ตรง ไปสู่โปรเจกต์ในระบบนิเวศบิตคอยน์ที่อยู่ในระยะเริ่มต้น หนึ่งในนั้นคือ ‘บิตคอยน์ ไฮเปอร์(Bitcoin Hyper)’ โปรเจกต์เลเยอร์2 ที่มุ่งแก้ปัญหาความสามารถในการรองรับธุรกรรมของเครือข่ายหลัก โดยผสานการทำงานกับ ‘โซลานา เวอร์ชวลแมชชีน(SVM)’ เพื่อยกระดับความเร็วในการประมวลผลและลดค่าธรรมเนียม
โปรเจกต์บิตคอยน์ ไฮเปอร์ในรอบพรีเซลล์ล่าสุดสามารถระดมทุนได้แล้วราว 32.5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 482 ล้านบาท) พร้อมเสนอผลตอบแทนจากการสเตกกิงในระดับราว 30% ต่อปีให้กับผู้ลงทุนระยะแรก ความพยายามแก้ปัญหาค่าธรรมเนียมสูงและความล่าช้าของธุรกรรมบนบิตคอยน์ จึงกลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจของนักเก็งกำไรและนักลงทุนสายเทคโนโลยี
โดยสรุป บิตคอยน์กำลังยืนอยู่บน ‘จุดเปลี่ยนสำคัญ’ ระหว่างฉากทัศน์ ‘เบรกขึ้น’ กับ ‘หลุดลงแรง’ ทิศทางในระยะสั้นมีแนวโน้มถูกชี้ขาดด้วยสองปัจจัยหลัก ได้แก่ การป้องกันแนวรับ 72,000 ดอลลาร์ได้หรือไม่ และทิศทางกระแสเงินทุนในกองทุน ETF สปอตว่าจะยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่องหรือเริ่มชะลอตัวในช่วงถัดไป หากแนวรับถูกป้องกันได้และเม็ดเงินสถาบันไม่หายไปจากตลาด ภาพเชิงบวกของบิตคอยน์(BTC) ยังไม่ถูกปิดเกมลงในทันที
ความคิดเห็น 0