หน่วยงานในดูไบสั่งให้ ‘หยุดทันที’ การให้บริการของกระดานเทรดคริปโตชื่อดังอย่าง คูคอยน์(KuCoin) ในข้อหา ‘ประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต’ ขณะเดียวกัน คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) ก็ปิดดีลคดีความกับผู้ก่อตั้ง ทรอน(TRX) อย่าง จัสติน ซัน(Justin Sun) ด้วยเงินชดเชย 1,000만 달러 และส่งคู่มือ ‘โทเคน 분류체계(token taxonomy)’ ฉบับใหม่ขึ้นทำเนียบขาว งานนี้สะท้อนชัดว่าตลาดคริปโตโลกกำลังเข้าสู่ช่วงที่ ‘การเติบโต’ ต้องเดินคู่กับ ‘ความสอดคล้องทางกฎระเบียบ’
‘ดู바이’ เล่นใหญ่ สั่งคูคอยน์หยุดบริการจนกว่าจะได้ใบอนุญาต
สำนักงานกำกับดูแลสินทรัพย์เสมือนของดูไบ หรือ สำนักงานกำกับดูแลสินทรัพย์เสมือน(VARА) ประกาศเตือนนักลงทุนและตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี ระบุว่ากลุ่มนิติบุคคลที่ใช้แบรนด์ ‘คูคอยน์(KuCoin)’ ทำการทำตลาดและให้บริการ ‘อาจ’ ให้บริการสินทรัพย์เสมือนแก่ผู้อยู่อาศัยในดูไบโดย ‘ไม่มีการอนุมัติที่จำเป็น’ ตามกฎหมาย
บริษัทที่ถูกระบุชื่อมี 4 แห่ง ได้แก่ ฟีนิกซ์ฟิน(Phoenixfin) Pte Ltd, เอ็มอีเค โกลบอล(MEK Global Limited), เพเคน โกลบอล(Peken Global Limited) และ KuCoin Exchange EU GmbH ทั้งหมดถูกมองว่าใช้ชื่อทางการค้า ‘คูคอยน์’ ในการทำโฆษณาในลักษณะที่ ‘อาจทำให้เข้าใจผิด’ ว่ามีใบอนุญาตประกอบธุรกิจในพื้นที่
VARA ได้ส่งคำสั่ง ‘หยุดและยุติการดำเนินการ (cease and desist)’ ต่อกิจกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่มีใบอนุญาตของกลุ่มบริษัทดังกล่าว พร้อมย้ำชัดว่า ‘คูคอยน์ไม่ได้ถือครองใบอนุญาตใดๆ ที่อนุญาตให้ให้บริการสินทรัพย์เสมือนในหรือจากดูไบ’
หน่วยงานกำกับดูแลยังอ้างอิงกรอบกฎหมายของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะกฎหมายดูไบฉบับที่ 4 ประจำปี 2022 และมติคณะรัฐมนตรีหมายเลข 111/2022 เพื่อเน้นว่า ผู้ให้บริการสินทรัพย์เสมือน(VASP) ทุกแห่งต้องได้รับใบอนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนจะให้บริการกับนักลงทุนในภูมิภาค
‘ความคิดเห็น’
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นสัญญาณแรงว่า ต่อให้ดูไบถูกมองว่าเป็นเขตเศรษฐกิจที่ ‘เป็นมิตรต่อคริปโต’ แต่ในเชิงกำกับดูแลแล้ว รัฐบาลพร้อมใช้มาตรการเข้มงวดกับผู้เล่นที่ไม่เข้าสู่ระบบใบอนุญาตเต็มรูปแบบ กระดานเทรดระดับโลกจึงอาจต้องจัดลำดับใหม่ ให้การขอไลเซนส์และการปฏิบัติตามเกณฑ์ท้องถิ่นมาก่อนกลยุทธ์การทำการตลาดและดึงลูกค้า
SEC ปิดคดีจัสติน ซัน ด้วยค่าปรับรวม 1,000만 달러
ในวันเดียวกัน เอกสารที่ SEC ยื่นต่อศาลแขวงแมนฮัตตัน ระบุว่าคดีความระหว่างหน่วยงานกับ จัสติน ซัน และบริษัทในเครือได้บรรลุข้อตกลงยอมความที่มูลค่า 1,000만 달러 หรือราว 149억 วอนแล้ว ปิดฉากคดีที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 รวมระยะเวลาราว 3 ปี
ตามรายละเอียดในเอกสาร บริษัท เรนเบอร์รี(Rainberry) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่ซันมีส่วนเกี่ยวข้อง จะเป็นผู้ชำระเงิน 1,000만 달러ให้กับ SEC แลกกับการที่คดีต่อซันตัวบุคคล มูลนิธิทรอน(Tron Foundation) และมูลนิธิบิตทอร์เรนต์(BitTorrent Foundation) ถูกยุติลง ทั้งซันและบริษัทในเครือเลือกแนวทางยอมความแบบ ‘ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ’ ข้อกล่าวหาของ SEC
SEC เคยกล่าวหาว่ากลุ่มของซันได้ขาย ‘หลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน’ ผ่านโทเคน ทรอน(TRX) และ บิตทอร์เรนต์(BTT) พร้อมทั้งทำ ‘วอชเทรดดิ้ง(wash trading)’ เพื่อปั่นปริมาณการซื้อขาย TRX ให้ดูสูงเกินจริง รวมถึงใช้คนดังในการโปรโมตโทเคนโดยไม่เปิดเผยค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม ซันเคยออกมาตอบโต้และปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวในช่วงที่คดีเริ่มต้น
ประเด็นนี้กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้งหลังการเข้ารับตำแหน่งของ ประธานาธิบดีทรัมป์ ในเดือนมกราคม 2025 เมื่อมีรายงานว่าซันได้ถือหุ้นมูลค่า 7,500만 달러 (ประมาณ 1,116억 วอน) ในโปรเจกต์คริปโตของตระกูลทรัมป์อย่าง ‘เวิลด์ ลิเบอร์ตี ไฟแนนเชียล(World Liberty Financial)’ จากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ยื่นขอให้ศาลชะลอกระบวนการเพื่อเดินหน้าเจรจายอมความ
หลังข้อตกลงเสร็จสิ้น ซันโพสต์บน X (เดิม Twitter) ว่า “วันนี้คือจุดสิ้นสุดของเรื่องนี้” พร้อมระบุว่าเขาหวังจะ ‘ร่วมมือ’ กับ SEC ในการจัดทำ ‘ไกด์ไลน์และกฎเกณฑ์’ สำหรับอุตสาหกรรมคริปโตในอนาคต
SEC ส่ง ‘토큰 분류체계’ ฉบับใหม่เข้าสู่ทำเนียบขาว
นอกจากปิดดีลคดีใหญ่ SEC ยังขยับในเชิงนโยบายด้วย โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยงานได้ยื่น ‘แนวทางตีความของคณะกรรมการ (commission interpretation)’ ต่อสำนักงานสารสนเทศและกิจการกำกับดูแล(OIRA) ของทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร เนื้อหาโฟกัสไปที่คำถามสำคัญว่า ‘คริปโตเคอร์เรนซีแต่ละประเภทเข้าเกณฑ์เป็นหลักทรัพย์ตามกฎหมายกลางของสหรัฐหรือไม่ และอย่างไร’
ในเอกสารถูกระบุว่า จะอธิบาย ‘วิธีการนำกฎหมายหลักทรัพย์ของรัฐบาลกลางไปใช้กับสินทรัพย์คริปโตบางประเภท และการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตบางรูปแบบ’ โดยเชื่อมโยงโดยตรงกับแนวคิด ‘โทเคน 분류체계(token taxonomy)’ หรือการจัดประเภทโทเคนตามลักษณะและการใช้งาน
แนวทางนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามทำให้ ‘เส้นแบ่ง’ ระหว่างโทเคนที่เข้าข่ายเป็น ‘หลักทรัพย์’ ภายใต้การกำกับของ SEC กับโทเคนที่ไม่ใช่ มีความชัดเจนในระดับนโยบาย มากกว่าจะรอให้ศาลเป็นผู้ตัดสินย้อนหลังในแต่ละคดีแบบที่ผ่านมา
‘ความคิดเห็น’
ตลาดจับตามองเอกสารฉบับนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหาก ‘토큰 분류체계’ ของ SEC ถูกเปิดเผยและใช้งานจริง จะเปลี่ยนเกมการบังคับใช้กฎหมายกับโปรเจกต์คริปโตในสหรัฐอย่างมาก โปรเจกต์ที่เคยอยู่ในโซนสีเทาอาจรู้ตัวชัดเจนขึ้นว่าต้องจดทะเบียนแบบไหน ต้องเปิดเผยข้อมูลอะไร และจะหลีกเลี่ยงการถูกร้องเรียนฐานขาย ‘หลักทรัพย์ที่ไม่ได้จดทะเบียน’ ได้อย่างไร
ภาพรวม: การเติบโตต้องแลกด้วย ‘ความสอดคล้องทางกฎหมาย’
การที่ฝั่งดูไบ ‘เข้มใบอนุญาต’ พร้อมๆ กับฝั่งสหรัฐ ‘ปิดคดีเก่า’ และเดินหน้าออก ‘โทเคน 분류체계’ ในวันเดียวกัน ทำให้เห็นภาพใหญ่ของตลาดคริปโตชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ‘การเติบโต’ เพียงอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป
ผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนและโปรเจกต์ต่างๆ จะต้อง ‘เล่นตามกติกา’ ของแต่ละเขตอำนาจ ทั้งเรื่องใบอนุญาต การเปิดเผยข้อมูล และการป้องกันการปั่นราคา ภาระด้านกฎระเบียบอาจหนักขึ้น แต่ในทางกลับกัน ‘ความสามารถในการคาดการณ์กฎเกณฑ์’ ที่ดีขึ้นก็อาจเปิดประตูให้ ‘สถาบันการเงินรายใหญ่’ กล้าลงเงินในตลาดคริปโตมากขึ้น โดยเฉพาะสินทรัพย์หลักอย่าง บิตคอยน์(BTC), อีเธอเรียม(ETH) และโทเคนโครงสร้างพื้นฐานที่ผ่านการจัดประเภทอย่างชัดเจนในอนาคต
ความคิดเห็น 0