อีเธอเรียม(ETH) ฟื้นตัวกลับมายืนเหนือ 2,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้งในช่วงข้ามคืน แม้ราคาเพิ่มขึ้นเพียงราว 0.6% แต่ข้อมูลภายในจาก ‘ไบแนนซ์’ กำลังส่งสัญญาณสำคัญเรื่อง ‘อุปทานลดลง’ บนกระดานเทรด ซึ่งอาจกลายเป็นปัจจัยหนุนทิศทางราคาในระยะถัดไป
ปัจจุบัน อีเธอเรียมเคลื่อนไหวบริเวณ 2,000 ดอลลาร์ (ราว 2.96 แสนบาท) แกว่งตัวขึ้นลงแคบ ๆ เพื่อหาทิศทางใหม่ ภาพรวมภายนอกยังเป็นลักษณะ ‘แกว่งในกรอบ’ แต่หากมองลึกเข้าไปในข้อมูลของไบแนนซ์ จะเริ่มเห็นแนวโน้มว่าเหรียญที่พร้อมถูกขายในตลาดกำลังทยอยลดลง เกิดภาวะ ‘ความขาดแคลน’ เพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ
‘Scarcity Index’ ของไบแนนซ์แตะ 0.67 ชี้สัญญาณอุปทานบนกระดานเริ่มหดตัว
ตามการวิเคราะห์จาก ‘คริปโตแคว้นต์(CryptoQuant)’ ค่าดัชนี ‘Scarcity Index (ดัชนีความขาดแคลน)’ ของอีเธอเรียมบนไบแนนซ์ล่าสุดอยู่ที่ 0.67
ดัชนีนี้ใช้วัดว่า ปริมาณอีเธอเรียมที่เก็บอยู่ในกระดานเทรดเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต หากค่าขยับมาอยู่ในฝั่งบวก จะสะท้อนว่า ‘สภาพคล่องฝั่งขายกำลังลดลง’ หมอนรองรับแรงขายบางลง และหากมีดีมานด์เข้ามาเพิ่ม ราคาจะขยับขึ้นได้ง่ายขึ้น
ค่า 0.67 ยังไม่ถึงขั้นบ่งชี้ ‘ช็อกฝั่งอุปทาน’ ทันที แต่ถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโครงสร้างแบบค่อยเป็นค่อยไป ‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่า ในอดีตเมื่อดัชนีนี้พลิกจากแดนลบขึ้นสู่แดนบวก มักตามมาด้วยช่วงที่แรงขายค่อย ๆ ถูกดูดซับ และราคาเริ่มเข้าสู่เฟสฟื้นตัวในระยะต่อมา
ETH แกว่งในกรอบ 1,900–2,100 ดอลลาร์ จับตาด่าน 2,200 ดอลลาร์
เชิงเทคนิค อีเธอเรียมกำลังเคลื่อนไหวแบบอัดตัวในกรอบ 1,900–2,100 ดอลลาร์ (ประมาณ 2.81–3.11 แสนบาท) เป็นช่วงสะสมแรงเพื่อเลือกทิศทางรอบใหม่
อย่างไรก็ดี ราคาปัจจุบันยังอยู่ ‘ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สำคัญ’ หลายเส้น โดยค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบง่าย 50 วัน อยู่ราว 2,278 ดอลลาร์ ขณะที่ค่าเฉลี่ย 200 วัน อยู่บริเวณ 3,038 ดอลลาร์ ภาพนี้สะท้อนว่า ‘ฝั่งดีมานด์ยังไม่ฟื้นเต็มที่’ ต่างจากฝั่งซัพพลายบนกระดานที่เริ่มลดลงแล้ว
หากแรงซื้อเข้ามาเพียงพอและพาราคาทะลุ 2,150 ดอลลาร์ได้ แนวต้านถัดไปจะอยู่ในโซน 2,200–2,400 ดอลลาร์ โดยเฉพาะการกลับขึ้นไปยืนเหนือ 2,278 ดอลลาร์ (แนวเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน) จะถูกมองว่าเป็นจุดที่ ‘สัญญาณออนเชน’ และ ‘สัญญาณเทคนิค’ หันมาชี้ทาง ‘ขาขึ้น’ ไปในทิศทางเดียวกัน
ด้าน ‘ความคิดเห็น’ นักวิเคราะห์ตลาดบางรายเชื่อว่า วอลล์สตรีทกำลังค่อย ๆ เลือกใช้อีเธอเรียมเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในอนาคต ทำให้มีโอกาสที่ ‘สมาร์ตมันนี่’ จะสะสมสถานะระยะยาวอย่างต่อเนื่อง แม้ราคาจะยังติดกรอบระยะสั้นก็ตาม
ในทางกลับกัน หากราคาหลุดกรอบลงมา ปิดแท่งรายวันต่ำกว่า 1,900 ดอลลาร์ได้ ความเสี่ยงที่อีเธอเรียมจะถอยลงไปทดสอบแนวรับ 1,800 ดอลลาร์ (ราว 2.66 แสนบาท) อีกครั้งก็จะเปิดกว้างขึ้นทันที
ETF และเงินสถาบัน กลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางราคา
หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า ‘ดัชนีความขาดแคลน’ จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนขึ้นจริง ก็ต่อเมื่อมี ‘ปริมาณการซื้อขาย’ เพิ่มขึ้นมารองรับ หากอุปทานฝั่งขายบนกระดานลดลง แต่ปริมาณซื้อขายซบเซา ตลาดอาจเห็นเพียงความผันผวนที่สูงขึ้น โดยไม่มีเทรนด์ราคาชัดเจน เป็นแค่ภาวะ ‘นอยส์’ เพิ่มขึ้นเท่านั้น
ฝั่งกระแสเงินจากสถาบันยังเป็นปัจจัยชี้ขาดอีกด้าน หนึ่งในข้อมูลจาก ‘คอยน์กลาส(CoinGlass)’ ระบุว่า ช่วงต้นสัปดาห์นี้ ‘แบล็คร็อก(BlackRock)’ มียอดขายอีเธอเรียมออกมาประมาณ 28,000 ETH คิดเป็นมูลค่าราว 55 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 8.14 ร้อยล้านบาท) กดดันบรรยากาศระยะสั้น
แต่ภาพดังกล่าวกลับพลิกในเวลาต่อมา ระหว่างวันที่ 10–11 มีนาคม เม็ดเงินไหลเข้าอีเธอเรียม ETF มีมูลค่ารวมราว 70 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.036 พันล้านบาท) สะท้อนว่าความต้องการลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่อ้างอิง ETH ยังมีอยู่ไม่น้อย
หากกระแสเงินไหลเข้า ETF สามารถรักษาโมเมนตัมเชิงบวกต่อไปได้ สัญญาณการฟื้นตัวในตลาดสปอตของอีเธอเรียมก็มีโอกาสชัดเจนขึ้น ‘ความคิดเห็น’ นักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองว่า ETF เป็นช่องทางหลักที่เงินสถาบันใช้เข้าซื้อสะสมโดยไม่ต้องถือเหรียญตรงบนกระดาน
ในฝั่งของการสะสมแบบระยะยาวระดับองค์กรก็ยังดำเนินต่อไป บริษัทลงทุน ‘บิตไมน์(Bitmine)’ ที่นำทีมโดย ‘ทอม ลี(Tom Lee)’ ปัจจุบันถือครองอีเธอเรียมแล้วมากกว่า 3 ล้าน ETH คิดเป็นมูลค่าประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์ (ราว 8.88 แสนล้านบาท) ทำให้กองทุนลักษณะนี้ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวแปรที่ช่วย ‘ดูดซับอุปทาน’ ออกจากตลาดอย่างต่อเนื่อง
ด้านปัจจัยข่าวและกฎระเบียบ ตลาดยังจับตาการเคลื่อนไหวของผู้เล่นรายใหญ่อย่างใกล้ชิด กรณีล่าสุดที่ไบแนนซ์ยื่นฟ้อง ‘วอลล์สตรีตเจอร์นัล(The Wall Street Journal)’ ฐานหมิ่นประมาท ก็ถูกยกเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานแพลตฟอร์มและทิศทางกระแสเงินในตลาดคริปโต
มุมมองโดยรวมคือ หาก ‘Scarcity Index’ ของอีเธอเรียมขยับขึ้นไปแตะระดับ 1.0 ขึ้นไป พร้อมกับที่ราคาสามารถทรงตัวเหนือ 2,000 ดอลลาร์ได้อย่างมั่นคง นักวิเคราะห์จำนวนมากคาดว่า ตลาดจะเริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ของ ‘แรงขึ้นจากช็อกฝั่งอุปทาน (Supply Shock Rally)’ มากขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของรอบปรับตัวขึ้นครั้งใหม่ของอีเธอเรียมในภาพใหญ่
ความคิดเห็น 0