อีเธอเรียม(ETH) กำลังเผชิญแรงกดดันหนักในตลาดอนุพันธ์ หลังอัตรา ‘펀딩비율(อัตราค่าธรรมเนียมระหว่างฟิว처ส์ Long-Short)’ ของสัญญาฟิว처ส์แบบไม่มีกำหนดอายุพลิกเป็นลบ ทำให้ ‘ฝั่งขายชอร์ต’ ขึ้นมาเป็นฝ่ายครองเกมอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันการไหลออกของเม็ดเงินสถาบันและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาคยิ่งซ้ำเติมให้บรรยากาศการลงทุนในอีเธอเรียม(ETH) ซบเซาหนักขึ้น
เมื่อวันที่ 11 (เวลาท้องถิ่น) อัตรา 펀딩비율 ของสัญญาฟิว처ส์อีเธอเรียม(ETH) ที่อ้างอิงราคาเป็นดอลลาร์และเป็นสัญญาแบบ Perpetual กลับลงมาติดลบ นั่นหมายถึงเทรดเดอร์ที่เปิดสถานะชอร์ตต้อง ‘จ่ายเงิน’ ให้ฝั่งเปิดสถานะ Long ซึ่งเป็นสัญญาณว่าตลาดกำลังเทน้ำหนักไปทาง ‘คาดว่าราคาอีเธอเรียม(ETH) จะลงต่อ’ มากกว่าจะดีดกลับขึ้น
ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับสัญญาณการเทขายของสถาบันในช่วงที่ผ่านมา อีเธอเรียม ETF บนตลาดต่างประเทศมีเงินไหลออกสุทธิราว 210 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,090 พันล้านวอน) ในช่วงวันที่ 5–10 มีนาคม ขณะที่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกที่ยังยืดเยื้อ ยิ่งบั่นทอนความกล้าเสี่ยงของนักลงทุนในคริปโตมากขึ้นไปอีก
ด้านราคา สถานการณ์ของอีเธอเรียม(ETH) ก็ไม่สู้ดีนัก เพราะกำลังพยายาม ‘รักษาแนวรับเชิงจิตวิทยา’ บริเวณ 2,000 ดอลลาร์เอาไว้ แต่ยังทำได้ลำบาก ราคาตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาร่วงลงมาแล้วเกือบ 60% แม้จะมีแรงรีบาวด์เล็กน้อยช่วงต้นสัปดาห์ แต่ภายในวันเดียวราคากลับอ่อนตัวลงอีกราว 1.9% สะท้อนแนวโน้มขาลงที่ยังไม่ถูกทำลาย
‘마이너스 펀딩비율’ บอกอะไรตลาดบ้าง
อัตรา 펀딩비율 ที่ติดลบไม่ได้เป็นเพียงสัญญาณระยะสั้น แต่สะท้อนถึง ‘โครงสร้างตลาดที่อ่อนแรง’ เมื่อ 펀딩비율 เป็นลบ แปลว่า ‘น้ำหนักของสถานะชอร์ตสูงกว่าฝั่ง Long’ อย่างชัดเจน และส่วนใหญ่ของผู้เล่นในตลาดกำลังเดิมพันว่าราคาอีเธอเรียม(ETH) ยังมีโอกาสลงต่อ
อย่างไรก็ตาม ตลาดออปชันส่งสัญญาณที่ต่างออกไปเล็กน้อย ข้อมูลจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์อย่าง ‘코인글래스(CoinGlass)’ ระบุว่า ดัชนีความเสี่ยงในตลาดออปชันของอีเธอเรียม(ETH) ยังเคลื่อนไหวอยู่ในโซน ‘เป็นกลาง’ ระหว่าง -6% ถึง +6% สะท้อนว่าผู้เล่นออปชันยังไม่ได้ตื่นตระหนกหรือเอนข้างไปทางใดทางหนึ่งมากเกินไป
อย่างไรก็ดี ราคาของ ‘풋옵션’ (สิทธิ์ในการขาย) กำลังซื้อขายด้วย ‘พรีเมียมสูงกว่าคอลออปชัน’ (สิทธิ์ในการซื้อ) ราว 7% ซึ่งตีความได้ว่าสถาบันและนักลงทุนมืออาชีพไม่ได้ฟันธงว่าจะเกิดการร่วงแรงทันที แต่กำลัง ‘ซื้อประกันความเสี่ยง’ เผื่อการปรับฐานลงรอบใหม่มากกว่า เป็นการใช้กลยุทธ์ ‘เฮดจ์’ แทนการเปิดชอร์ตเชิงรุกเต็มตัว
อีกปัจจัยหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนสมการราคา คือการโยกย้ายกิจกรรมเทรดอนุพันธ์บนเชน บางส่วนของวอลุ่มเริ่มไหลออกจากโปรโตคอลบนเมนเน็ตอีเธอเรียม(ETH) ไปยังเครือข่ายอื่นอย่าง ‘ไฮเปอร์ลิควิด(Hyperliquid)’ มากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้งานโปรโตคอลอนุพันธ์บนเมนเน็ตลดลง ‘ความคิดเห็น’ มีมุมมองว่าราคาของอีเธอเรียม(ETH) ตอนนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย ‘กระแสเงินเก็งกำไร’ มากกว่าการใช้งานจริงบนเครือข่ายอย่างมีนัยสำคัญ
แนวรับ–แนวต้านสำคัญ ชี้ทิศทางราคาอีเธอเรียม(ETH) ระยะถัดไป
มองจากมุมเทคนิค อีเธอเรียม(ETH) กำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยตลาดให้ความสำคัญอย่างมากกับการป้องกันแนวรับ 2,000 ดอลลาร์ ว่าจะเอาอยู่หรือไม่
หากราคาหลุดลงไปปิด ‘ต่ำกว่า 1,980 ดอลลาร์ในกรอบวัน (Daily Close)’ เป้าหมายต่อไปของกระแสเงินจะเลื่อนลงไปหาโซนสภาพคล่องถัดไปบริเวณ 1,840 ดอลลาร์ และหากระดับนี้แตกลงอีก บริเวณ 1,760 ดอลลาร์จะเป็น ‘แนวรับเชิงโครงสร้างสุดท้าย’ ก่อนเข้าสู่โซนที่แทบไม่มีแนวรับหนาแน่นรองรับ ซึ่งอาจจุดชนวนให้เกิดการ ‘ล้างพอร์ตฝั่ง Long’ ครั้งใหญ่ได้
ในทางกลับกัน หากต้องการ ‘ล้มภาพขาลง’ สถานการณ์ต้องเปลี่ยนเป็นราคาทะลุแนวต้าน 2,120 ดอลลาร์ พร้อมปริมาณซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน หากอีเธอเรียม(ETH) กลับมายืนเหนือระดับนี้ได้ เทรดเดอร์ที่ถือสถานะชอร์ตและต้องจ่าย 펀딩비율 มาตลอดจะเผชิญแรงกดดันหนัก และอาจจำใจปิดสถานะ
เมื่อถึงจุดนั้นมีโอกาสเกิด ‘Short Squeeze’ ทำให้ราคาดีดตัวแรงในช่วงสั้น อาจไต่ขึ้นไปทดสอบบริเวณ 2,300 ดอลลาร์ได้ไม่ยาก อย่างไรก็ดี ตราบใดที่ราคายังไม่สามารถผ่าน 2,120 ดอลลาร์ขึ้นไปได้อย่างมั่นคง มุมมองส่วนใหญ่ยังเห็นตรงกันว่า ‘ทิศทางหลักของตลาด’ ยังคงโน้มลงมากกว่าขึ้น
ปัจจัยต่อไปที่เทรดเดอร์จับตา: กระแสเงินสถาบัน และผลตอบแทนเทียบคู่แข่ง
ตัวแปรที่จะกำหนดว่าราคาอีเธอเรียม(ETH) จะมีแรงดีดสั้นๆ หรือไม่ คือ ‘ทิศทางเม็ดเงินของสถาบัน’ หากการไหลออกของเงินจากอีเธอเรียม ETF ซึ่งอยู่ที่ราว 210 ล้านดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา ‘ยังไม่หยุด’ ก็มีความเสี่ยงว่าราคาจะหลุดแนวรับสำคัญลงไปต่อ แม้โครงสร้างสถานะในตลาดอนุพันธ์จะไม่ได้เลวร้ายลงไปกว่านี้ก็ตาม
ในแง่ ‘ประสิทธิภาพการใช้ทุน’ อีเธอเรียม(ETH) ก็เริ่มเสียเปรียบสินทรัพย์คริปโตประเภทอื่น ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนจากการนำอีเธอเรียม(ETH) ไปสเตกอยู่ราว 2.8% ขณะที่การนำสเตเบิลคอยน์ไปฝากหรือให้กู้ยืมบนโปรโตคอลดีไฟอย่าง ‘เอฟอีฟ(AAVE)’ กลับให้ผลตอบแทนราว 3.75% สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทำให้นักลงทุนระยะกลาง–ยาวมีแรงจูงใจโยกเงินออกจากอีเธอเรียม(ETH) ไปหาผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า
ท่ามกลางกระแสคาดหวังเชิงบวกต่อคริปโตโดยรวม หลายเสียงมองว่าอีเธอเรียม(ETH) ยังต้องการ ‘ตัวจุดประกาย’ ที่ชัดเจนกว่านี้เพื่อเปลี่ยนทิศแนวโน้ม ไม่ว่าจะเป็น ‘แรงซื้อสปอตขนาดใหญ่’ จากสถาบันหรือผู้เล่นรายใหญ่ หรือการแกว่งตัวรุนแรงที่บังคับให้เลเวอเรจในระบบถูกเคลียร์ออกจำนวนมาก ซึ่งจะช่วยให้โครงสร้างตลาดของอีเธอเรียม(ETH) ถูกรีเซ็ตและวางฐานใหม่สำหรับรอบขาขึ้นในอนาคต
ความคิดเห็น 0