Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

แบล็คร็อค(BlackRock) เปิดตัวกองทุนอีเธอเรียมสเตคกิง ETF ตัวแรกของสหรัฐ ดันอุปทาน ETH หดตัวหนุนราคา

บริษัทจัดการลงทุนยักษ์ใหญ่อย่าง แบล็คร็อค(BlackRock) เปิดตัวกองทุนอีเธอเรียม ETF แบบ ‘สเตคกิง’ ตัวแรกของสหรัฐอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อ ‘ไอแชร์ส สเตคกิง อีเธอเรียม ทรัสต์(ETHB)’ เติมเต็มช่องว่างสำคัญของตลาดสถาบันที่ต้องการทั้งการถือครองอีเธอเรียม(ETH) ผ่าน ETF และรับ ‘สเตคกิง’ ไปพร้อมกัน หลังจาก ‘สเตคกิง’ เคยถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนหลักของกองทุนอีเธอเรียมแบบสปอตชุดแรกที่เพิ่งได้รับอนุมัติในปี 2024

ก่อนหน้านี้ แม้ทางการสหรัฐจะเปิดไฟเขียวให้ ‘อีเธอเรียมสปอต ETF’ แล้ว แต่กองทุนชุดนั้นไม่สามารถนำอีเธอเรียมไป ‘สเตคกิง’ ได้ นักลงทุนที่ซื้อ ETF จึงต้องยอม “สละผลตอบแทนจากสเตคกิง” เมื่อเทียบกับการถือเหรียญและสเตคเองโดยตรง สำหรับนักลงทุนระยะยาวที่มองหา ‘กระแสรายได้ประจำ’ นี่คือ ‘ต้นทุนค่าเสียโอกาส’ ที่ไม่เล็ก และทำให้ผู้ถือรายใหญ่จำนวนมากยังเลือก ‘ถือเอง-สเตคเอง’ มากกว่าจะใช้ ETF

สินค้าตัวใหม่อย่าง ETHB ที่แบล็คร็อคเพิ่งนำเข้าซื้อขายในตลาดแนสแด็ก จึงถูกออกแบบมาเพื่ออุดช่องโหว่นี้ โดยนับเป็นคริปโต ETF ตัวที่สามของบริษัท ต่อจากกองทุนบิตคอยน์ ETF ‘ไอแชร์ส บิตคอยน์ ทรัสต์(IBIT)’ และกองทุนอีเธอเรียมสปอต ‘ไอแชร์ส อีเธอเรียม ทรัสต์(ETHA)’

ในวันเปิดซื้อขายวันแรก กองทุน ETHB มียอดมูลค่าซื้อขายทะลุ 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 224.7 ล้านบาท ผู้เชี่ยวชาญจาก Bloomberg Intelligence อย่าง เจมส์ เซย์ฟาร์ต(James Seyffart) มองว่านี่เป็นผลงานที่ “แข็งแกร่งมากสำหรับวันแรกของ ETF”

‘สเตคกิง’ สูงสุด 95% โมเดลออกแบบเพื่อสายสถาบัน

ETHB ใช้โครงสร้างที่นำ ‘อีเธอเรียมสปอต’ ในพอร์ตประมาณ 70–95% ไปทำ ‘สเตคกิง’ เพื่อสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม โดยใช้บริการของ ‘คอยน์เบส ไพรม์(Coinbase Prime)’ เป็นตัวกลางด้านโครงสร้างสเตคกิง

ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนสเตคกิงเฉลี่ยบนเครือข่ายอีเธอเรียมอยู่ที่ราว 3.1% ต่อปี จากตัวเลขนี้ ‘คอยน์เบส’ หักค่าธรรมเนียม 10% และ แบล็คร็อค เก็บค่าบริหารกองทุน 0.25% ต่อปี ภายใต้โมเดลดังกล่าว ผู้ลงทุนจะได้รับ ‘ประมาณ 82%’ ของรางวัลสเตคกิงทั้งหมด จ่ายออกเป็นรายเดือน

เมื่อคิดเป็น ‘ผลตอบแทนสุทธิ’ ฝั่งนักลงทุน จึงอยู่ที่ระดับราว 1.9–2.2% ต่อปี

แบล็คร็อคยังเสริมความน่าสนใจในช่วงเริ่มต้นด้วย ‘ค่าธรรมเนียมโปรโมชั่น’ ลดค่าบริหารลงเหลือ 0.12% สำหรับสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ก้อนแรกมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.745 แสนล้านบาท) ภายในปีแรกของการดำเนินการ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบัน

อุปทาน ETH หดตัว ‘จริงจัง’ หากโตเท่า ETHA

‘สเตคกิง ETF’ อย่าง ETHB ไม่ได้มีผลเฉพาะด้านผลตอบแทนของนักลงทุนเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้าง ‘อุปทานหมุนเวียน’ ของอีเธอเรียมในตลาดด้วย เพราะเหรียญที่ถูกนำไปสเตคจะถูกล็อก ไม่สามารถนำออกมาซื้อขายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง

หาก ETHB เติบโตจนมีขนาดสินทรัพย์ใกล้เคียงกับกองทุนอีเธอเรียมสปอตเดิมอย่าง ETHA ซึ่งตอนนี้มีมูลค่าราว 6.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9.737 แสนล้านบาท) ก็จะทำให้ปริมาณอีเธอเรียมจำนวนมหาศาลถูก ‘ตรึง’ ไว้ในระบบสเตคกิงผ่านกองทุน

เมื่อรวมปัจจัยที่มี ‘ผู้จัดการกองทุนรายอื่น’ กำลังเตรียมออกผลิตภัณฑ์ ‘สเตคกิง ETF’ ลักษณะคล้ายกัน ผลกระทบด้าน ‘การลดลงของอุปทานหมุนเวียน’ อาจยิ่งทวีคูณ กลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อราคาในระยะกลางถึงยาว

ปัจจุบัน แบล็คร็อคบริหารสินทรัพย์บิตคอยน์ผ่าน IBIT มูลค่าราว 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.239 แสนล้านบาท) และเมื่อรวม ETHA กับสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ มูลค่าพอร์ตคริปโตของบริษัททะลุ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.988 แสนล้านบาทไปแล้ว

อีเธอเรียมทดสอบแนวต้าน 2,200 ดอลลาร์ โครงสร้างขาขึ้นยังไม่เสีย

ในฝั่งราคา ‘อีเธอเรียม(ETH)’ กำลังเคลื่อนไหวบริเวณ 2,100 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.146 แสนบาท) ใกล้แนวต้านสำคัญที่ 2,200 ดอลลาร์ ซึ่งกลายเป็นระดับที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด

กราฟราคาตั้งแต่จุดต่ำสุดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ แสดงรูปแบบ ‘ลิ่มขาขึ้น (Rising Wedge)’ โดยราคาทำ ‘จุดต่ำสูงขึ้น’ ต่อเนื่อง โครงสร้างนี้ได้รับแรงหนุนเพิ่มเติมหลังแนวรับ 1,850 ดอลลาร์ถูกป้องกันไว้ได้ถึงสองรอบ ทำให้ภาพรวมแนวโน้มขาขึ้นยังคงแข็งแรง

หากราคา ‘ทะลุและยืนเหนือ’ บริเวณ 2,200 ดอลลาร์ได้อย่างชัดเจน เป้าหมายถัดไปมีโอกาสเลื่อนขึ้นไปแถว 2,400 ดอลลาร์ ก่อนจะเผชิญแนวต้านใหญ่รอบใหม่บริเวณ 2,750 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นโซนที่มี ‘อัปไซด์’ ราว 43% จากระดับราคาปัจจุบัน

ในทางกลับกัน หากราคาปรับตัวลง แนวรับแรกยังอยู่ที่บริเวณ 1,850 ดอลลาร์ และหากแรงขายรุนแรงกว่านั้น พื้นที่แถว 1,750 ดอลลาร์ถูกมองเป็นโซน ‘รับสำคัญ’ รอบถัดไป

‘ความคิดเห็น’

การเกิดขึ้นของ ‘อีเธอเรียม สเตคกิง ETF’ อย่าง ETHB อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับตลาดสถาบัน เพราะเป็นครั้งแรกที่นักลงทุนรายใหญ่สามารถ ‘ถือ ETH แบบถูกกฎระเบียบ ผ่าน ETF’ แล้วรับ ‘ผลตอบแทนสเตคกิง’ ไปพร้อมกันได้เต็มรูปแบบ เมื่อรวมปัจจัย ‘เม็ดเงินสถาบันไหลเข้า’ กับ ‘อุปทาน ETH ในตลาดที่ถูกล็อก’ เข้าด้วยกัน ผลลัพธ์อาจกดดันด้าน “ฝั่งอุปทาน” ของราคาอีเธอเรียมอย่างมีนัยสำคัญ และกลายเป็นตัวแปรหลักต่อแนวโน้มราคากลาง-ยาวของอีเธอเรียมในระยะต่อไป

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1