CLARITY Bill ใกล้ได้ข้อสรุปในประเด็น ‘สเตเบิลคอยน์และผลตอบแทน’ ซึ่งเป็นจุดขัดแย้งสำคัญของกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตในวุฒิสภาสหรัฐฯ ทำให้ภาค ‘ธนาคาร’ และ ‘คริปโต’ จับตาทิศทางกฎเกณฑ์ใหม่ที่จะส่งผลโดยตรงต่อโมเดลธุรกิจและการแข่งขันในอนาคต
แม้คณะกรรมาธิการด้านธนาคารของวุฒิสภายังไม่มีการประกาศกำหนดการพิจารณาอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อมองจากความคืบหน้าในการเจรจา ผู้เชี่ยวชาญในวอชิงตันเริ่มมองว่า กฎหมาย CLARITY อาจถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาได้เร็วสุดช่วงกลางเดือนเมษายนเป็นต้นไป
ผู้นำการเจรจาอย่าง วุฒิสมาชิกซินเทีย ลัมมิส(Cynthia Lummis) เปิดเผยว่า ประเด็น ‘ผลตอบแทนจากสเตเบิลคอยน์’ ได้รับการเคลียร์ไปแล้วราว ‘99%’ ซึ่งตีความได้ว่า ความขัดแย้งที่เคยดุเดือดที่สุดระหว่างภาคธนาคารกับอุตสาหกรรมคริปโต กำลังเข้าสู่ช่วงปิดดีล
ฝั่งธนาคารกังวลว่า หากอนุญาตให้ผู้ให้บริการสเตเบิลคอยน์จ่าย ‘ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทน’ จากเงินฝากที่ใช้หนุนมูลค่าเหรียญ อาจดึงสภาพคล่องออกจากบัญชีเงินฝากดั้งเดิม ทำให้ฐานเงินทุนสำหรับปล่อยกู้ของธนาคารอ่อนแรงลง ในทางกลับกัน บริษัทคริปโตยืนยันว่าต้องมี ‘โมเดลสร้างผลตอบแทน’ ในระดับหนึ่งเพื่อแข่งขันในตลาดและดึงดูดผู้ใช้
หนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงในร่างปัจจุบัน คือการ ‘จำกัด’ การจ่ายผลตอบแทนสำหรับ ‘ยอดคงเหลือที่ไม่ได้ถูกใช้งาน (idle balances)’ แนวทางนี้ถูกมองว่าเป็นดีลแบบตรงกลาง ช่วยบรรเทาความกังวลฝั่งธนาคารบางส่วน ขณะเดียวกันก็ยังเปิดช่องให้โปรเจกต์คริปโตสามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่มี *ผลตอบแทน* ได้ในกรอบที่จำกัด
"ความคิดเห็น" หากดีลนี้ผ่านไปได้ จะเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มมองหาวิธีจัดการกับ ‘ดอกเบี้ยคริปโต’ ในเชิงระบบ แทนการสั่งห้ามแบบเหมาเข่ง
ตามรายงานของนักข่าวสายคริปโต เอลินอร์ เทร์เรตต์(Eleanor Terrett) ทำเนียบขาวได้หารือกับวุฒิสมาชิก ทอม ทิลลิส(Thom Tillis) และ แอนเจลา ออลสบรูคส์(Angela Alsobrooks) ต่อเนื่องราว 2 เดือน จนได้ร่างข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับ CLARITY Bill แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื้อหาจริงของร่างดังกล่าวยังถูกปิดเป็นความลับ แม้แต่ตัวแทนจากภาคธนาคารเองก็ยังไม่ได้เห็นรายละเอียด ทำให้บรรยากาศในวอชิงตันยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนจนกว่าจะมีการเปิดเผยเอกสารฉบับสุดท้าย
สัปดาห์นี้ถูกมองว่าเป็นช่วง ‘โค้งสำคัญ’ ของการออกแบบกฎหมายโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล กลุ่มตัวแทนอุตสาหกรรมคริปโตมีกำหนดเข้าพบคณะกรรมาธิการด้านธนาคารของวุฒิสภาในวันจันทร์ ขณะที่ฝั่งธนาคารดั้งเดิมจะเข้าตรวจทานร่างกฎหมายเบื้องต้นในวันอังคาร
ฝั่งคริปโตต้องตัดสินใจว่าจะยอมรับข้อจำกัด ‘การจ่ายผลตอบแทน’ ที่ถูกใส่ไว้ในร่างหรือไม่ ขณะที่ภาคธนาคารจะประเมินว่า กลไกป้องกันการไหลออกของเงินฝากที่ฝังอยู่ในร่างกฎหมายนั้นเพียงพอหรือเปล่า
"ความคิดเห็น" หากกลุ่มคริปโตยอมรับกรอบจำกัดผลตอบแทน แลกกับความชัดเจนทางกฎหมาย ก็อาจเห็นเม็ดเงินสถาบันไหลเข้าคริปโตมากขึ้นในระยะกลาง
นอกจากสเตเบิลคอยน์แล้ว ประเด็นที่ยังคงถกเถียงอย่างหนัก ได้แก่ ดีไฟ(DeFi), การจัดประเภทโทเคน และการโทเคนไนซ์(tokenization) ของสินทรัพย์ดั้งเดิม ประเด็นเหล่านี้ต้องการ ‘สมดุล’ ระหว่างการเปิดทางให้นวัตกรรมเดินหน้า กับการป้องกันความเสี่ยงต่อผู้บริโภคและเสถียรภาพระบบการเงิน ทำให้หลายฝ่ายมองว่า จะต้องมีการเจรจาเพิ่มเติมอีกหลายรอบก่อนจะได้กรอบที่ทุกฝ่ายรับได้
ในตลาดการเมืองสหรัฐฯ มีการคาดการณ์ว่าการพิจารณาร่างในขั้น *markup* ของคณะกรรมาธิการอาจเกิดขึ้นช่วงกลางถึงปลายเดือนเมษายน ถึงแม้ยังไม่มีปฏิทินอย่างเป็นทางการ แต่การที่รายละเอียดหลายส่วนถูกเคลียร์ไปแล้ว ทำให้กรอบเวลาการผลักดันกฎหมายเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
CLARITY Bill ถูกมองว่าเป็นกฎหมายที่จะวาง ‘มาตรฐานพื้นฐาน’ ของการกำกับดูแลตลาดคริปโตในสหรัฐฯ หากผ่านออกมาใช้จริง จะเป็นจุดเริ่มต้นของการนำสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึง *สเตเบิลคอยน์* เข้าสู่กรอบ ‘ระบบการเงินกระแสหลัก’ มากขึ้น ซึ่งอาจเปลี่ยนโครงสร้างตลาด, ช่องทางไหลของสภาพคล่อง และรูปแบบบริการการเงินดิจิทัลในวงกว้าง
"ความคิดเห็น" สำหรับนักลงทุนและโปรเจกต์คริปโต การจับตาเนื้อหาสุดท้ายของ CLARITY Bill จึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎระเบียบ แต่หมายถึงทิศทางใหม่ของทั้งตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ และแรงสะเทือนต่อมาตรฐานกฎหมายคริปโตทั่วโลกด้วย
ความคิดเห็น 0