บิตคอยน์(BTC) กำลังเผชิญบททดสอบครั้งใหญ่ในฐานะ ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ ปี 2026 เมื่อวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซดันราคาน้ำมันดิบทะลุ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้ ‘บิตคอยน์’ เคลื่อนไหวในลักษณะคล้าย ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ มากกว่าจะเป็น ‘ทองคำดิจิทัล’ อย่างที่หลายคนคาดหวัง
แกนกลางของความเปลี่ยนแปลงรอบนี้คือ ‘ความสัมพันธ์เชิงสหสัมพันธ์’ ระหว่างบิตคอยน์กับราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส(WTI) ที่พุ่งขึ้นมาถึง 0.68 สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตซึ่งมักอยู่ต่ำกว่า 0.3 อย่างชัดเจน การเคลื่อนไหวดังกล่าวสวนทางกับภาพในอดีตที่เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ราคาบิตคอยน์มักจะขยับขึ้นตามกระแส ‘หลบภัย’
‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เป็นเส้นเลือดใหญ่ของตลาดพลังงานโลก โดยมีสัดส่วนราว 20% ของอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกไหลผ่าน บริเวณนี้กำลังเผชิญปัญหาหนักจนปริมาณการขนส่งลดลงเหลือเพียงราว 5% ของภาวะปกติ ส่งผลให้ ‘ช็อกฝั่งอุปทาน’ ปรากฏให้เห็นชัดขึ้น โกลด์แมน แซคส์ประเมินว่าราคาเบรนท์จะเฉลี่ยอยู่ที่ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเดือน 3–4 และในตลาดล่วงหน้าราคาเบรนท์พุ่งแตะ 113.32 ดอลลาร์ ขณะที่ WTI ขึ้นไปถึง 101.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คิดเป็นเงินสกุลวอนราว 1.69 แสนวอนต่อบาร์เรล
ความตึงเครียดทวีคูณเมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ส่งสัญญาณเตรียมใช้ท่าทีแข็งกร้าวต่ออิหร่าน ตลาดจำนวนไม่น้อยเคยคาดหวังว่าภาวะแบบนี้จะดัน ‘เรื่องเล่าแบบสินทรัพย์ปลอดภัย’ ให้บิตคอยน์รับอานิสงส์ แต่การเคลื่อนไหวของราคาในรอบนี้กลับไม่เป็นไปตามนั้น
สาเหตุสำคัญที่ทำให้บิตคอยน์ไม่สามารถแสดงบทบาท ‘ทองคำดิจิทัล’ ได้ชัดในรอบนี้คือ ‘เส้นทางเงินเฟ้อ’ ราคาน้ำมันที่ยืนเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลมีแนวโน้มกดดันให้เงินเฟ้อสูงยืดเยื้อ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด)มีเหตุผลจะ ‘คงดอกเบี้ยระดับสูง’ ไว้นานกว่าเดิม
ดอกเบี้ยสูงคือปัจจัยตัวฉกาจในการดึง ‘สภาพคล่อง’ ออกจากระบบการเงิน ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อบิตคอยน์ที่ไวต่อสภาพคล่องเป็นพิเศษ ขณะเดียวกัน ‘ราคาพลังงาน’ ที่ดีดตัวขึ้นยังกลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งฝั่งผู้บริโภคและฝั่งนักขุด ส่งผลให้ความแข็งแรงของตลาดโดยรวมอ่อนตัวลง
ด้วยเหตุนี้ การปรับฐานรอบนี้จึงถูกตีความว่าเป็นการร่วงลงเพราะ ‘ความกลัวเรื่องสภาพคล่อง’ มากกว่าจะเป็น ‘ความกลัวสงคราม’ ‘ความคิดเห็น’ ภาพนี้ต่างจากช่วงที่นักลงทุนมองบิตคอยน์เป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างสิ้นเชิง
ในเชิงเทคนิค ‘โซนราคา 65,000 ดอลลาร์’ กำลังถูกจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะ ‘แนวรับสำคัญ’ หากระดับนี้ถูกเจาะลงมาอย่างชัดเจน เป้าหมายด้านลบทางเทคนิคอาจเปิดลงไปถึงโซน 58,000 ดอลลาร์ได้ ในทางกลับกัน หากราคาสามารถดีดกลับขึ้นไปยืนเหนือ 72,000 ดอลลาร์ได้แม้ราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง ‘คำ’บิตคอยน์อาจเริ่มกลับเข้าสู่ ‘ภาวะหลุดพ้นจากการเคลื่อนไหวร่วม (decoupling)’ จากตลาดพลังงานอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ในโครงสร้างปัจจุบัน นักวิเคราะห์จำนวนมากยังมองว่าการทะยานกลับขึ้นไปเหนือ 70,000 ดอลลาร์อย่างยั่งยืนมีข้อจำกัด จนกว่าราคาน้ำมันจะเริ่มทรงตัวในระดับที่ไม่กดดันเงินเฟ้อมากนัก หรือ ‘สหสัมพันธ์’ ระหว่างน้ำมันกับบิตคอยน์จะอ่อนตัวลง
ข้อมูล ‘ออนเชน’ สะท้อนให้เห็นความแตกต่างของมุมมองในตลาดอย่างชัดเจน ฝั่งนักลงทุนรายย่อยมีภาวะ ‘จิตวิทยาเปราะบาง’ และมีการขายสลับซื้ออย่างไร้ทิศทาง แต่กระเป๋าเงินที่ถือครอง 1,000–10,000 BTC หรือที่เรียกว่า ‘วาฬ’ กลับเดินหน้าสะสมต่อเนื่องในโซนราคา 65,000–70,000 ดอลลาร์
พฤติกรรมดังกล่าวบ่งชี้ว่า ‘ทุนใหญ่และสถาบัน’ มองแรงกระแทกรอบนี้เป็นเพียงปัจจัยมหภาคระยะสั้น หรือไม่ก็ประเมินว่าโอกาสในการกลับมาผ่อนคลายนโยบายการเงินและเติมสภาพคล่องในอนาคตยังเปิดกว้าง มีการจับตาความเคลื่อนไหวในตลาด ETF ที่เกี่ยวข้องกับโมร์แกน สแตนลีย์ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณของการ ‘ปูพื้นฐานฝั่งสถาบัน’ ให้กับตลาดในระยะกลาง
แต่ท้ายที่สุด ‘ราคา’ ไม่ได้เคลื่อนไหวตามความคาดหวังของใคร หากเคลื่อนไหวตาม ‘โครงสร้างปัจจัยพื้นฐาน’ และข้อมูลที่ไหลเข้าตลาด ความสัมพันธ์ระดับ 0.68 กับราคาน้ำมันในตอนนี้สะท้อนว่าหากความเสี่ยงตะวันออกกลางรุนแรงขึ้น บิตคอยน์อาจเผชิญแรงขายต่อเนื่องในฐานะ ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ มากกว่าที่จะถูกซื้อเพื่อหลบภัย
ตราบใดที่เส้นเชื่อมระหว่าง ‘ราคาน้ำมัน’ และ ‘บิตคอยน์’ ยังไม่ถูกตัดขาด ตลาดก็มีแนวโน้มสูงที่จะยังมองและซื้อขายบิตคอยน์ในกรอบของ ‘สินทรัพย์เสี่ยง’ ต่อไป มากกว่าจะยอมยกให้เป็น ‘คำ’สินทรัพย์ปลอดภัยหลักในพอร์ตการลงทุนของตนเอง
ความคิดเห็น 0