Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

บิตคอยน์(BTC) 9 ล้านเหรียญติดโซนขาดทุน ตลาดชี้ชะตาใกล้หลุดแนวรับ 63,000 ดอลลาร์

ปริมาณหมุนเวียนของบิตคอยน์(BTC) เกือบครึ่งหนึ่งกำลังอยู่ในโซน ‘ขาดทุน’ ส่งสัญญาณว่าตลาดกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้ง ข้อมูลบนเชนชี้ว่า หากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย สถานการณ์ตอนนี้อาจนำไปสู่ทั้งการ ‘ร่วงแรงรอบใหญ่’ หรือ ‘การพักตัวแบบยืดเยื้อ’ ได้พอๆ กัน ทำให้นักลงทุนจับตาช่วงราคาปัจจุบันของบิตคอยน์(BTC) อย่างใกล้ชิด

ขณะนี้มีบิตคอยน์ราว 9 ล้านเหรียญ หรือราว 45–46% ของอุปทานทั้งหมด อยู่ในสถานะ ‘ขาดทุน’ หมายถึงเหรียญที่ราคาตลาดปัจจุบันต่ำกว่าราคาที่เคยถูกย้ายครั้งล่าสุดบนเชน บิตคอยน์(BTC) ซื้อขายอยู่แถว 65,200–66,689 ดอลลาร์ ลดลงประมาณ 47% จากจุดสูงสุดตลอดกาลราว 126,000 ดอลลาร์ที่เคยทำไว้ในเดือนตุลาคม 2025

ฝั่งผู้ถือระยะสั้นกำลังแบกภาระ ‘ขาดทุนที่ยังไม่รับรู้’ มูลค่าประมาณ 113.9 พันล้านดอลลาร์ (ราว 174 ล้านล้านวอน) ขณะที่ผู้ถือระยะยาวก็ไม่ได้รอด เพราะบิตคอยน์ราว 4.6 ล้านเหรียญของกลุ่มนี้อยู่ในโซนขาดทุน ส่งผลให้โครงสร้างกำไร–ขาดทุนของนักลงทุนระยะยาวย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2023

‘สัดส่วนอุปทานขาดทุน’ แบบนี้ มักถูกใช้เป็นสัญญาณคลาสสิกของช่วงเปลี่ยนทิศทางตลาด ในช่วงกลางปี 2018 ตัวชี้วัดเดียวกันนี้ตามมาด้วยการร่วงเพิ่มอีกราว 50% และในปี 2022 ก็เกิดรูปแบบคล้ายกัน โดยราคาปรับฐานลงไปมากกว่า 25% หลังตัวเลขขาดทุนเพิ่มขึ้นแรง

แต่ก็มีกรณี ‘หลุดกรอบ’ อยู่เหมือนกัน หลังเหตุการณ์ล่มสลายของ FTX ช่วงมกราคม 2023 แม้อัตราส่วนเหรียญที่อยู่ในโซนขาดทุนจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ตลาดกลับไม่เกิดแรงขายถล่มแบบต่อเนื่อง ราคาเลือกที่จะ ‘ซึมยาวในกรอบ’ ก่อนจะค่อยๆ ฟื้นตัวในภายหลัง ‘ความคิดเห็น’ กรณีนั้นสะท้อนว่าตลาดผ่านการล้างพอร์ตและบังคับขาย (forced liquidation) ครั้งใหญ่ไปแล้ว ทำให้แรงขายส่วนเกินถูกระบายออกมาเกือบหมด

ความต่างสำคัญระหว่างตอนนั้นกับตอนนี้ คือ ‘แรงกดดันฝั่งขาย’ ในรอบนี้ยังไม่ถูกปลดล็อกมากนัก ผู้ให้บริการวิเคราะห์บนเชนอย่างคริปโตควอนต์มองว่า ‘เมื่ออุปทานจำนวนมากหลุดเข้าสู่โซนขาดทุน ตลาดมักเข้าสู่หนึ่งในสองโหมดหลัก คือ “การเทขายแบบตื่นตระหนก” หรือ “ช่วงสะสมปลายรอบ” ซึ่งทั้งสองอย่างล้วนเป็นจุดโค้งสำคัญของวัฏจักร’

ตอนนี้สมดุลตลาดเอนเอียงไปทาง ‘ฝั่งขายได้เปรียบ’ อย่างชัดเจน บิตคอยน์(BTC) สปอต ETF เผชิญกับกระแสเงินไหลออกสุทธิรวมกันแล้วราว 3 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.58 ล้านล้านวอน) นับตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนใน ETF กลุ่มนี้มี ‘ราคาเข้าซื้อเฉลี่ย’ แถว 83,956 ดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็นการขาดทุนบนกระดาษราว 23% ที่ระดับราคาในปัจจุบัน

เฉพาะสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุน ETF เทขายบิตคอยน์เฉลี่ยมากกว่า 600 BTC ต่อวัน ยังไม่นับรวมฝั่ง ‘วาฬ’ ที่เร่งปล่อยของออกมาเพิ่ม โดยในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา วาฬรายใหญ่ขายบิตคอยน์ออกสู่ตลาดมากกว่า 43,000 BTC ทำให้แรงกดดันด้านราคาฝั่งลงยิ่งทวีความรุนแรง

ดัชนี ‘Bitcoin Impact Index’ จากผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึกด้านออนเชนอย่าง Checkonchain ปรับขึ้นสู่ระดับ 57.4 ซึ่งถือเป็น ‘โซนผลกระทบสูง’ ทางสถิติแล้วโซนนี้มักเป็นช่วงที่ตลาดพร้อมรับการเคลื่อนไหวของราคาครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง

หากดูโครงสร้างต้นทุนของผู้เล่นระยะสั้น จะพบว่าราคาเฉลี่ยของผู้ถือไม่เกินไม่กี่สัปดาห์อยู่แถว 69,000 ดอลลาร์ ส่วนกลุ่มที่ถือระหว่าง 1–3 เดือน มีต้นทุนเฉลี่ยราว 90,000 ดอลลาร์ ทั้งสองระดับนี้ซึ่งเคยเป็น ‘แนวรับ’ ในช่วงขาขึ้น กลับกลายมาเป็น ‘แนวต้าน’ ที่กดราคาในรอบปัจจุบัน

ตลาดบิตคอยน์(BTC) ตอนนี้จึงติดอยู่ในกรอบค่อนข้างชัดเจนระหว่าง 63,000–69,000 ดอลลาร์ โดยระดับ ‘63,000 ดอลลาร์’ ถูกจับตามองเป็นพิเศษในฐานะเส้นป้องกันสำคัญ นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า หากแนวรับบริเวณนี้หลุดลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจจุดชนวนให้เกิดการชำระบัญชีและบังคับขายรอบใหม่ตามมา

เชน โรส จากบริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบนเชน ‘Glassnode’ อธิบายว่า การปรับฐานรอบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจาก ‘การเทขายครั้งเดียวจบ’ แต่เป็นรูปแบบ ‘ขายขาดทุนซ้ำๆ ทุกครั้งที่มีเด้ง’ หมายความว่าตลาดยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะ ‘ยอมแพ้โดยสมบูรณ์ (capitulation)’ ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้วมักเป็นจุดจบของรอบขาลงใหญ่ ‘ความคิดเห็น’ รูปแบบนี้สะท้อนว่ายังมีนักลงทุนจำนวนมากที่พร้อมจะระบายของออกทันทีเมื่อราคาดีดขึ้น

จุดชี้ขาดต่อจากนี้อยู่ที่ ‘ทิศทางกระแสเงิน’ หากเม็ดเงินไหลเข้า ETF รายสัปดาห์พลิกกลับมาบวกมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ต่อสัปดาห์ หรือเห็นสัญญาณการสะสมจากวาฬเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน แรงกดดันจากฝั่งอุปทานอาจผ่อนคลาย เปิดโอกาสให้ตลาดฟื้นตัวและกลับเข้าสู่ระยะสะสมเชิงบวก

ในทางกลับกัน หากภาพเดิมยังดำเนินต่อ ทั้ง ‘เงินไหลออกจาก ETF’ และ ‘วาฬเร่งขาย’ ไม่หยุด บิตคอยน์(BTC) ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเผชิญแรงขายถาโถมรอบใหม่ ตลาดในตอนนี้จึงอยู่ในภาวะ ‘รอคำตัดสิน’ มากกว่าจะเลือกทิศทางชัดเจน นักลงทุนต้องชั่งใจระหว่างโอกาสการสะสมระยะยาวกับความเสี่ยงของการย่อลึกอีกรอบในวัฏจักรเดียวกัน

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1