Qubic เดินหน้าเข้าสู่ ‘เฟส 2’ ของการเปลี่ยนโครงสร้างการขุด จาก ‘โมเนโร(XMR)’ ไปสู่ ‘โดช์คอยน์(DOGE)’ แบบเต็มตัว โดยระบบเริ่มเปลี่ยนจากการให้รางวัลด้วยโมเนโรมาเป็นกลไกที่ผูกกับ ‘โดช์คอยน์(DOGE)’ มากขึ้นอย่างชัดเจน การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ช่วงทดสอบ แต่เป็นจุดที่ ‘โครงสร้างแรงจูงใจของนักขุด’ เริ่มสลับขั้วจริง ตามรายงานของ Cointelegraph เมื่อวันที่ 13 (เวลาท้องถิ่น) ซึ่งสะท้อนว่า โมเดลเศรษฐกิจการขุดของ Qubic กำลังเดินหน้าเข้าสู่ช่วงปรับสมดุลครั้งใหญ่
โจ텀(Joetom) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Qubic เปิดเผยผ่านประกาศในดิสคอร์ดเมื่อวันที่ 15 เมษายนว่า การขุด ‘โดช์คอยน์(DOGE)’ ของ Qubic ได้เข้าสู่เฟสที่ 2 แล้วในเอ포크ที่ 209 เขาระบุผ่านข้อความที่แชร์บน X ว่า คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถเลือกทำงานได้เพียงหนึ่งโหมดระหว่าง ‘โหมด XMR’ หรือ ‘โหมด DOGE’ โดยในแต่ละดัชนีของคอมพิวเตอร์จะถูกนับเพียงหนึ่งการมีส่วนร่วม และจะใช้สูตร ‘max(XMR, DOGE)’ ในการคำนวณ นั่นหมายความว่า ถ้าการขุด ‘โดช์คอยน์(DOGE)’ สร้างมูลค่าการมีส่วนร่วมสูงกว่า การขุด ‘โมเนโร(XMR)’ ก็จะถูกแทนที่โดยอัตโนมัติ
การขยับเข้าสู่เฟส 2 นี้สอดคล้องกับแผนการ ‘ย้ายศูนย์ถ่วงจากโมเนโร(XMR) ไปสู่โดช์คอยน์(DOGE)’ แบบ 3 ขั้นตอนที่ Qubic เปิดเผยไว้เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ตอนนั้น Qubic ระบุชัดว่าโปรเจกต์จะค่อยๆ เปลี่ยนจาก ‘โมเนโร(XMR)’ ไปเป็น ‘โดช์คอยน์(DOGE)’ ผ่าน 3 เฟสสำคัญ โดยในเฟส 1 ยังรักษารายได้จาก XMR ไว้เหมือนเดิม แต่เปิดการทดสอบการขุด DOGE บนเมนเน็ตในรูปแบบ ‘ตรวจสอบแต่ไม่ให้รางวัล’ เพื่อดูความเสถียรเชิงเทคนิค
เฟส 2 ที่เริ่มต้นตอนนี้ถือเป็น ‘ช่วงตัดสินใจ’ ของฝั่งผู้ให้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ เนื่องจากผู้เข้าร่วมสามารถเลือกขอรับรางวัลเป็น ‘โดช์คอยน์(DOGE)’ ได้โดยตรง ขณะที่รางวัลฝั่ง ‘โมเนโร(XMR)’ จะทยอยลดสัดส่วนลง และเมื่อเข้าสู่เฟส 3 อย่างเต็มตัว โมเดลรางวัลจาก XMR จะถูกถอดออกทั้งหมด ให้เหลือเฉพาะการผลิตและแจกจ่าย ‘โดช์คอยน์(DOGE)’ เป็นหลัก หลังจากนั้นทรัพยากร CPU และ GPU ของ Qubic จะถูกหันกลับไปโฟกัสกับงานด้าน ‘การฝึกสอน AI’ อีกครั้ง
เหตุผลที่ Qubic เน้นย้ำโครงสร้างนี้ มาจากรูปแบบ ‘การแบ่งงานของทรัพยากร’ ในระบบเดิม เครือข่ายต้องแบ่งระหว่างงานขุด ‘โมเนโร(XMR)’ ซึ่งใช้พลังประมวลผลทั่วไป (CPU/GPU) กับงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ทำให้ทรัพยากรต้องถูกหั่นออกเป็นสองส่วน แตกต่างจากฝั่ง ‘โดช์คอยน์(DOGE)’ ที่ใช้ Scrypt ASIC เป็นหลักในการขุด Qubic จึงให้เหตุผลว่า สามารถปล่อยให้เครื่อง ASIC ทำงานขุด DOGE ไป ขณะที่ CPU และ GPU ใช้กับงาน ‘AI training’ ได้โดยไม่ต้องแย่งทรัพยากรกัน พูดง่ายๆ คือ ‘ไม่ต้องผ่าทรัพยากรทั่วไปออกเป็นสองกอง’ แต่ทำสองงานไปพร้อมกันได้ในระบบเดียว ‘ความคิดเห็น’ โมเดลนี้สะท้อนแนวคิดการใช้ทรัพยากรแบบคู่ขนาน (parallel) ที่พยายามดึงมูลค่าสูงสุดจากทุกประเภทของฮาร์ดแวร์ในเครือข่าย
โจ텀 ยังเปิดเผยถึงกลไก ‘การคำนวณและกระจายรางวัล’ ในเฟสใหม่ด้วย เขาระบุว่า “รางวัลบล็อกทั้งหมดจะถูกนำไปใช้กับการ ‘ไบแบ็ก Qubic’” โดย Qubic จะนำรายได้จากการขุดไปใช้ซื้อคืนโทเคน QUBIC จากตลาด และ QUBIC ที่ซื้อกลับมานั้นจะถูกกระจายให้ผู้เข้าร่วมตามสัดส่วน ‘DOGE stake’ หรือส่วนแบ่งโดช์คอยน์ที่แต่ละคนมี เขายังเสริมด้วยว่า ‘เป้าหมายปลายทาง’ คือการปรับไปใช้รอบจ่ายรางวัลแบบ ‘รายวัน’ ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ถึง 12.00 น. ของวันถัดไป แต่ในเฟส 2 จะเริ่มต้นจากการใช้ ‘หน้าต่างรางวัลแบบรายสัปดาห์’ อิงตามเอ포กก่อน เพื่อดูความเสถียรของระบบ
โครงสร้างนี้สอดคล้องกับโมเดล ‘ไบแบ็ก’ ที่ Qubic เคยประกาศมาก่อนหน้านี้อย่างครบถ้วน กล่าวคือ รายได้จาก ‘การขุดโดช์คอยน์(DOGE)’ จะถูกแปลงเป็นเงินแล้วนำไปซื้อโทเคน QUBIC คืนจากตลาด จากนั้น QUBIC ที่ซื้อกลับมาจะถูกจัดสรรให้ผู้ให้ทรัพยากรตามระดับ ‘การมีส่วนร่วมใน DOGE’ โดยตรง ส่งผลให้ ‘วงจรการขุด–การซื้อคืน–การกระจายโทเคน’ ถูกเชื่อมเข้าหากันในระบบเดียว ‘ความคิดเห็น’ หากโมเดลนี้ทำงานได้ตามที่ตั้งใจ มันจะกลายเป็นตัวอย่างของโทเคโนมิคส์แบบปิดลูปที่เชื่อมรายได้ภายนอก (DOGE) เข้ากับมูลค่าโทเคนภายใน (QUBIC) อย่างเป็นรูปธรรม
ในมุมมองของตลาด ความเร็วจังหวะการเปลี่ยนผ่านของ Qubic ก็เป็นอีกจุดที่นักลงทุนและนักขุดจับตา บริษัทเคยระบุเมื่อเริ่มขุด ‘โดช์คอยน์(DOGE)’ ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 เมษายนว่า การย้ายจาก ‘โมเนโร(XMR)’ มาสู่ DOGE แบบเต็มระบบอาจใช้เวลาราว 4 สัปดาห์ การที่เข้าสู่เฟส 2 ได้แล้วในช่วงกลางเดือนจึงถือว่า ‘ยังเดินเกมตามไทม์ไลน์เดิม’ แม้ว่าโครงสร้าง ‘หน้าต่างจ่ายรางวัล’ และรายละเอียดการบริหารจัดการในแต่ละเอ포กอาจถูกปรับแต่งเพิ่มได้ตามระดับเสถียรภาพของเครือข่ายจริง
ในช่วงเวลาที่มีการรายงานข่าว ‘โดช์คอยน์(DOGE)’ ซื้อขายอยู่ที่ราว 0.09618 ดอลลาร์ต่อเหรียญ การที่ Qubic ขยับเข้าสู่เฟส 2 ของแผนการแปรรูปโครงสร้างการขุดครั้งนี้ จึงอาจกลายเป็นตัวแปรหนึ่งที่มีผลต่อ ‘สมดุลอุปสงค์–อุปทานของ DOGE’ รวมถึงรูปแบบ ‘แรงจูงใจของนักขุดที่หันมาใช้ทรัพยากรกับ DOGE’ ในระยะถัดไป ซึ่งตลาดคริปโตน่าจะต้องจับตาดูทั้งปริมาณแฮชที่โยกย้าย และผลตอบแทนที่แท้จริงของผู้เข้าร่วมภายใต้โมเดล ‘max(XMR, DOGE)’ ต่อไปอย่างใกล้ชิด
ความคิดเห็น 0