ญี่ปุ่นเร่งเครื่อง ‘บิตคอยน์(BTC) ETF’ และสเตเบิลคอยน์เยน ตั้งเป้านำตลาดคริปโตเอเชีย
พรรครัฐบาลญี่ปุ่น ‘พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP)’ เดินหน้าผลักดันกฎหมายรองรับ ‘คริปโต ETF’ ที่อ้างอิงสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างบิตคอยน์(BTC) พร้อมขยายการใช้สเตเบิลคอยน์เยนในระบบชำระเงิน ข้อมูลจาก ‘Reuters’ ระบุว่าญี่ปุ่นกำลังใช้ทั้งกฎเกณฑ์ด้านการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินเป็นเครื่องมือ เพื่อช่วงชิงความเป็นผู้นำในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก
พรรค LDP ดันกรอบกฎหมาย ETF สินทรัพย์ดิจิทัล เพิ่มช่องทางลงทุนทางการเงิน
เมื่อวันที่ 1 (เวลาท้องถิ่น) รายงานของ ‘Reuters’ ระบุว่า พรรค LDP ได้ยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการต่อรัฐบาล ขอให้จัดทำกรอบกฎหมายที่เปิดทางให้มี ‘ETF ที่อ้างอิงคริปโต’ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย คณะกรรมการส่งเสริมเทคโนโลยีบล็อกเชนของพรรคมองว่า ‘คริปโต ETF’ จะเป็นผลิตภัณฑ์การลงทุนที่นักลงทุนเข้าใจง่าย และควรถูกยกระดับให้กลายเป็น ‘เครื่องมือการลงทุนอย่างเป็นทางการ’ ในตลาดทุนญี่ปุ่น
ข้อเสนอดังกล่าวถูกส่งมอบถึงมือ ซัทสึกิ คาตายามะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของญี่ปุ่น และมีแนวโน้มสูงว่าจะถูกหยิบยกขึ้นไปสู่การพิจารณาในระดับรัฐบาล ซึ่งดูแลสำนักงานบริการการเงินญี่ปุ่นหรือ ‘สำนักงานบริการการเงินญี่ปุ่น (FSA)’ เดิมทีหน่วยงานกำกับของญี่ปุ่นค่อนข้างระมัดระวังต่อผลิตภัณฑ์การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับคริปโต แต่ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนไปสู่ทิศทาง ‘เปิดรับมากขึ้น’ ภายใต้เงื่อนไขสำคัญคือ ต้องมีมาตรการคุ้มครองนักลงทุนที่ชัดเจน
ด้านกฎระเบียบ ‘สำนักงานบริการการเงินญี่ปุ่น (FSA)’ กำลังพิจารณาแก้ไขกฎกระทรวงภายใต้พระราชกฤษฎีกาบังคับใช้กฎหมายกองทุนรวม เพื่อเปิดทางให้ ‘คริปโต’ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสินทรัพย์ที่ ‘กองทุนรวมแบบ ETF’ สามารถนำไปใส่ในพอร์ตได้ หากการแก้กฎหมายเดินหน้าอย่างราบรื่น วงการในญี่ปุ่นคาดว่าอาจเห็น ‘ETF สินทรัพย์ดิจิทัลตัวแรก’ จดทะเบียนซื้อขายได้เร็วสุดภายในปีหน้า หรืออย่างช้าภายใน 2 ปี
ฮิโรมิ ยามาจิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่น ‘Japan Exchange Group (JPX)’ บริษัทแม่ของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ให้สัมภาษณ์กับ ‘Bloomberg’ เมื่อเดือนที่แล้วว่า “แค่เรื่องกฎหมายและภาษีชัดเจนกว่านี้เล็กน้อย บรรดาบริษัทจัดการกองทุนก็พร้อมออกผลิตภัณฑ์คริปโต ETF ทันที” พร้อมมองว่า หากการจัดระเบียบด้านกฎหมายล่าช้า กรอบเวลาการเข้าตลาดของ ETF ประเภทนี้อาจถูกเลื่อนไปไกลถึงปี 2028
สเตเบิลคอยน์เยน สเต็ปต่อไปของญี่ปุ่นสู่โครงสร้างพื้นฐานชำระเงินเอเชีย
ควบคู่ไปกับการผลักดันคริปโต ETF พรรค LDP ยังเดินหน้าขยายบทบาทของ ‘สเตเบิลคอยน์เยน’ ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินในภูมิภาค จุนอิจิ คันดะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค LDP เปิดเผยหลังการหารือกับคาตายามะ รัฐมนตรีคลังว่า ได้ร้องขอให้รัฐบาล ‘ผลักดันให้สเตเบิลคอยน์เยนถูกใช้เป็นสื่อกลางการชำระเงินในเอเชีย’ ในระยะยาว
ญี่ปุ่นเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายสำหรับสเตเบิลคอยน์มาตั้งแต่ปี 2022 ผ่านการแก้ไข ‘กฎหมายการชำระเงิน’ ให้รองรับโทเคนที่มีมูลค่าคงที่หรือสเตเบิลคอยน์ โดยกำหนดให้เฉพาะ ‘ผู้ให้บริการโอนเงินที่ได้รับใบอนุญาต บริษัททรัสต์ และธนาคาร’ เท่านั้นที่สามารถออกโทเคนที่ผูกกับเงินเยนได้
ในปีที่ผ่านมา บริษัท JPYC ได้ออกสเตเบิลคอยน์เยนตัวแรกที่มี ‘เงินฝากธนาคารและพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น’ เป็นหลักประกัน ในอีกด้านหนึ่ง ‘สำนักงานบริการการเงินญี่ปุ่น (FSA)’ ก็ได้อนุมัติโครงการสเตเบิลคอยน์ที่ 3 ธนาคารใหญ่ของประเทศเตรียมออกโทเคนร่วมกัน ซึ่งสะท้อนว่ารัฐมองสเตเบิลคอยน์เยนเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน’ มากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องมือเก็งกำไร
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หน่วยงานกำกับยังได้ขยายคำจำกัดความของ ‘สเตเบิลคอยน์แบบทรัสต์’ บางประเภท ให้ถือเป็น ‘เครื่องมือชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์’ อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดช่องให้สเตเบิลคอยน์ที่ออกโดย ‘ธนาคารทรัสต์ต่างประเทศ’ สามารถถูกบริหารดูแลได้อย่างถูกกฎหมายในญี่ปุ่น ‘ความคิดเห็น’ ความเคลื่อนไหวนี้ตอกย้ำว่า ญี่ปุ่นต้องการดึงคริปโตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินหลัก มากกว่าจะผลักให้เป็นเพียงสินทรัพย์เสี่ยงนอกระบบ
สัญญาณผ่อนคลายกำกับดูแล หนุนความหวังขยายตลาดคริปโตโลก
การเดินหน้าของญี่ปุ่นทั้งในด้าน ‘บิตคอยน์(BTC) ETF’ และ ‘สเตเบิลคอยน์เยน’ ส่งสัญญาณสำคัญต่อภาพรวมตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลก บิตคอยน์ ETF มักถูกมองว่าเป็นเกตเวย์ดึงเม็ดเงินจากสถาบันการเงินเข้าสู่ตลาดคริปโต ขณะที่สเตเบิลคอยน์เยนอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มบทบาทของ ‘เงินเยน’ ในระบบชำระเงินภายในเอเชีย และอาจท้าทายบทบาทของดอลลาร์ในธุรกรรมบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ‘ความเร็วในการเปลี่ยนแปลงจริง’ ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งการแก้ไขกฎหมาย การปรับโครงสร้างภาษี และมาตรการคุ้มครองนักลงทุนที่หน่วยงานกำกับต้องออกแบบให้รัดกุม จึงยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า ญี่ปุ่นจะสามารถออกคริปโต ETF และขยายการใช้สเตเบิลคอยน์เยนได้ตามกรอบเวลาที่ตลาดคาดหวัง
ปัจจุบัน มูลค่าตลาดรวมของสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วโลกอยู่ราว 2.42 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หากญี่ปุ่นเดินหน้าทั้ง ‘การออก ETF สินทรัพย์ดิจิทัล’ และ ‘เร่งใช้สเตเบิลคอยน์เยน’ ไปพร้อมกัน การแข่งขันด้าน ‘กฎระเบียบคริปโต’ ในเอเชียมีแนวโน้มร้อนแรงขึ้น และอาจผลักให้ประเทศอื่นต้องเร่งพัฒนากรอบกำกับดูแล เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในสมรภูมิดิจิทัลไฟแนนซ์ยุคใหม่
ความคิดเห็น 0