กระเป๋า ‘คอลด์การ์ด(Coldcard)’ ของผู้ใช้บิตคอยน์(BTC) กำลังเผชิญ ‘การโจมตีลอบขโมยครั้งใหญ่’ ต่อเนื่องเป็นระลอกที่สี่ ส่งผลให้ยอดความเสียหายพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในรอบนี้มีจุดต่างสำคัญคือ เลเยอร์ความปลอดภัยของบิตคอยน์(BTC) ผ่านฟังก์ชัน ‘RBF(Replace-by-Fee)’ เปิดโอกาสให้ผู้ใช้บางส่วนสามารถ ‘ย้อนคืน’ หรือแย่งลำดับการยืนยันธุรกรรมได้ ก่อนที่การโอนจะถูกบันทึกลงบล็อกเชนอย่างถาวร
การโจมตีล็อตล่าสุดเริ่มขึ้นช่วงเช้าตรู่วันจันทร์ต้นเดือนสิงหาคม และดำเนินต่อเนื่องหลายชั่วโมง อเล็กซ์ ธอร์น(Alex Thorn) จาก Galaxy Research ระบุว่า จุดเด่นของรอบนี้คือฝั่งแฮกเกอร์เปิดใช้ฟังก์ชัน ‘RBF’ บนเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) ซึ่งช่วยให้ธุรกรรมที่ยังไม่ถูกยืนยัน (ยังค้างอยู่ใน ‘เมมพูล(mempool)’) สามารถถูกแทนที่ได้ด้วยธุรกรรมใหม่ที่จ่าย ‘ค่าธรรมเนียมสูงกว่า’ หากเหยื่อตรวจสอบที่อยู่ของตนเองในเมมพูลและรีบสร้างธุรกรรมใหม่ด้วยค่าธรรมเนียมที่มากกว่า ก็มีโอกาสย้ายเหรียญออกมาก่อนที่ธุรกรรมของแฮกเกอร์จะถูกยืนยัน
‘คำ’ 7월 30일부터 시작된 4 ระลอก มูลค่าความเสียหายแตะ 1,800BTC
การโจมตีเริ่มครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม โดยในระลอกเปิดฉากนั้น ใช้เวลาเพียง 41 นาที แฮกเกอร์ก็สามารถดูดบิตคอยน์(BTC) จำนวน 1,083 เหรียญออกจาก 1,196 ที่อยู่กระเป๋าได้สำเร็จ จากนั้นในช่วงสุดสัปดาห์มีการโจมตีเพิ่มอีกสองครั้ง ส่งผลให้ยอดรวมบิตคอยน์(BTC) ที่ถูกขโมยขยับขึ้นไปที่ 1,367 เหรียญ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.95 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 2.79 ล้านล้านวอน
เมื่อนับรวมระลอกที่สี่ ยอดความเสียหายรวมพุ่งขึ้นเป็นราว 1,816 บิตคอยน์(BTC) หรือประมาณ 1.14 พันล้านดอลลาร์ (ราว 1.63 แสนล้านวอน) ขณะที่จำนวนที่อยู่กระเป๋าที่ได้รับผลกระทบทะลุ 5,200 ที่อยู่ไปแล้ว
ในช่วงบล็อกหมายเลข 960,778 ถึง 960,792 มีการบันทึกธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีรวม 218 รายการ ครอบคลุมที่อยู่เป้าหมาย 462 ที่อยู่ คิดเป็นธุรกรรมเฉลี่ย ‘14 รายการต่อบล็อก’ ซึ่งมากกว่าภาวะปกติราว 45 เท่า สะท้อนการเคลื่อนไหวของแฮกเกอร์ที่หนาแน่นผิดปกติในกรอบเวลาสั้น ๆ
‘คำ’ ต้นตอโยงถึงเฟิร์มแวร์ปี 2021 ช่องโหว่การสร้าง Seed แบบสุ่มไม่แท้
จุดกำเนิดของวิกฤตรอบนี้ถูกโยงกลับไปยังเฟิร์มแวร์ของคอลด์การ์ดที่ปล่อยอัปเดตเมื่อเดือนมีนาคม 2021 ในเฟิร์มแวร์บางเวอร์ชัน กระบวนการสร้าง ‘ซีด(Seed)’ ซึ่งควรใช้ฮาร์ดแวร์สุ่มตัวเลข (ฮาร์ดแวร์ RNG) กลับถูกสร้างด้วย ‘ซอฟต์แวร์สุ่มตัวเลขที่คาดเดาได้’ ทำให้ความเป็นสุ่มที่ควรจะป้องกันการเดาคีย์ส่วนตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อกระเป๋าถูกสร้างจาก ‘ซีดที่ไม่สุ่มจริง’ คีย์ส่วนตัวที่ตามมาจะตกอยู่ในช่วงค่าที่จำกัดกว่าปกติ ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถคำนวณย้อนช่วงดังกล่าวและสร้างคีย์ส่วนตัวซ้ำจากภายนอกได้ หากรู้พารามิเตอร์บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเฟิร์มแวร์นั้น การวิเคราะห์ปัจจุบันชี้ว่า แฮกเกอร์ใช้ช่องโหว่นี้ในการ ‘กู้คืนกระเป๋าแบบออฟไลน์’ จากนั้นย้ายสินทรัพย์คริปโตออกไปอย่างเงียบ ๆ
ผู้ผลิตคอลด์การ์ดอย่าง โคอินไคต์(CoinKite) ได้ออกเฟิร์มแวร์อัปเดตฉุกเฉิน และเตือนผู้ใช้ที่เคยสร้างซีดด้วยเวอร์ชันที่มีปัญหาให้ ‘ย้ายสินทรัพย์ไปยังกระเป๋าใหม่ทันที’ พร้อมเน้นว่า การสร้างกระเป๋าใหม่ควรทำบนเฟิร์มแวร์ที่ได้รับการแพตช์แล้วเท่านั้น
‘คำ’ มัลติซิกยังปลอดภัย เป้าหมายหลักคือกระเป๋าคีย์เดี่ยว
ข้อมูลจากการวิเคราะห์ธุรกรรมแสดงให้เห็นว่า ในการโจมตีสามระลอกแรก ‘กระเป๋าแบบมัลติซิก(หลายลายเซ็น)’ ไม่ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่รายการเดียว สะท้อนว่าช่องโหว่ครั้งนี้ส่งผลเฉพาะ ‘กระเป๋าคีย์เดี่ยวที่สร้างจากซีดเสี่ยง’ และไม่ได้ลุกลามไปถึงโครงสร้างที่ต้องใช้หลายคีย์ในการเซ็นธุรกรรม
นอกจากนี้ รูปแบบการเคลื่อนย้ายเหรียญของแฮกเกอร์ก็เปลี่ยนไปจากรอบแรก ๆ เดิมทีผู้โจมตีจะใช้ ‘ที่อยู่รวบรวมส่วนกลาง’ รับเหรียญจากเหย้ื่อหลายราย ทำให้การติดตามเส้นทางเงินทำได้ง่ายกว่า แต่ในรอบล่าสุด เหรียญที่ถูกขโมยกลับถูกกระจายไปยัง ‘ที่อยู่ใหม่แยกกันรายเหยื่อ’ เพื่อลดความเชื่อมโยงและทำให้การตามรอยซับซ้อนขึ้น
ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ที่อยู่บางส่วนที่ใช้โจมตีมี ‘ประวัติการใช้งานต่อเนื่องหลายปี’ ซึ่งสวนทางกับพฤติกรรมของแฮกเกอร์ส่วนใหญ่ที่มักสร้างที่อยู่ใหม่สำหรับการโจมตีโดยเฉพาะ ประเด็นนี้ทำให้นักวิเคราะห์มองว่าจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเชิงลึกเพิ่ม ว่ามีผู้เล่นหน้าเก่าหรือกลุ่มทุนเดิมใดเกี่ยวข้องหรือไม่ ‘ความคิดเห็น’ หากพบว่าที่อยู่เก่าถูกนำกลับมาใช้ซ้ำโดยจงใจ อาจสะท้อนรูปแบบปฏิบัติการของกลุ่มที่มั่นใจในเทคนิคการฟอกเงินของตนเอง
‘คำ’ RBF กลายเป็น “โอกาสสุดท้าย” สำหรับเหยื่อที่ธุรกรรมยังไม่คอนเฟิร์ม
อเล็กซ์ ธอร์นเน้นว่า การโจมตีรอบนี้ยังเปิดช่องให้เหยื่อ ‘ตอบโต้แบบทันที’ เพราะยังมีธุรกรรมจำนวนมากที่ค้างอยู่ในสถานะ ‘ยังไม่ยืนยัน’ บนเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) เขาระบุว่า ผู้ใช้คอลด์การ์ดที่สงสัยว่าตนอยู่ในกลุ่มเสี่ยงควร:
- ตรวจสอบที่อยู่ของตนในเมมพูลและประวัติธุรกรรมโดยด่วน
- หากพบธุรกรรมที่ไม่รู้จักและยังไม่คอนเฟิร์ม ให้สร้างธุรกรรมใหม่โอนเหรียญออกไปยัง ‘ที่อยู่ปลอดภัยใบใหม่’
- ตั้งค่าธรรมเนียมให้ ‘สูงกว่าธุรกรรมของผู้โจมตี’ เพื่อใช้ฟังก์ชัน RBF แย่งลำดับการบันทึกบล็อก
เขาย้ำว่า “การตั้งค่าธรรมเนียมที่สูงกว่าและส่งธุรกรรมแข่ง ถือเป็นกลยุทธ์หลักในการ ‘ชิงตัดหน้า’ แฮกเกอร์” โดยเฉพาะในช่วงที่เมมพูลไม่ได้หนาแน่นมากจนเกินไป โอกาสที่ธุรกรรมใหม่ของเหยื่อจะถูกนักขุดเลือกก่อนจึงยังมีอยู่
กรณีคอลด์การ์ดครั้งนี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า แม้ ‘ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต’ จะถูกมองว่าเป็นตัวเลือกเก็บสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุด แต่ ‘คำ’ ช่องโหว่ซอฟต์แวร์เพียงจุดเดียวก็สามารถเปิดทางสู่ความเสียหายขนาดใหญ่ได้ ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานของเครือข่ายบิตคอยน์(BTC) อย่างสถานะ ‘ธุรกรรมที่กำลังรอการยืนยัน’ และฟังก์ชัน RBF ก็ทำหน้าที่เป็น “แนวป้องกันสุดท้าย” ให้ผู้ใช้ที่ตรวจพบความ異常ได้ทันเวลา
‘ความคิดเห็น’ เหตุการณ์นี้น่าจะกลายเป็นกรณีศึกษาใหญ่สำหรับทั้งผู้ผลิตฮาร์ดแวร์วอลเล็ตและผู้ใช้รายย่อย ว่าการอัปเดตเฟิร์มแวร์ การสร้างซีดใหม่อย่างถูกต้อง และการรู้เท่าทันกลไกของบิตคอยน์(BTC) เอง ล้วนเป็นส่วนสำคัญของความปลอดภัย ไม่ได้จบเพียงแค่การเก็บเหรียญไว้ในอุปกรณ์ออฟไลน์เท่านั้น
ความคิดเห็น 0