หุ้นโคเรียซิงค์(Korea Zinc, 010130) พุ่งขึ้น 11.6% ในวันที่ 10 ก่อนจะปิดตลาดวันที่ 11 ที่ระดับ 1,229,000 วอน สะท้อนว่าราคาหุ้นยังคงรักษาระดับที่ปรับขึ้นไว้ได้เกือบทั้งหมดในวันถัดมา
ตามการรวบรวมข้อมูลของ Yonhap Infomax เมื่อวันที่ 12 ระบุว่าโคเรียซิงค์ปิดตลาดวันที่ 11 ที่ 1,229,000 วอน หลังจากวันที่ 10 ราคาพุ่งขึ้น 11.6% ปิดที่ 1,235,000 วอน
ก่อนหน้าความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในสัปดาห์นี้ บริษัทหลักทรัพย์ในเกาหลีใต้หลายแห่งได้ทยอยปรับลดราคาเป้าหมายของโคเรียซิงค์ลง โดยดีบีการเงินและการลงทุน(DB Financial Investment) และฮุนไดมอเตอร์ซีเคียวริตี้ส์(Hyundai Motor Securities) ต่างเสนอราคาเป้าหมายที่ 1,500,000 วอน ขณะที่ไอเอ็มซีเคียวริตี้ส์(iM Securities) เสนอที่ 1,630,000 วอน
สาเหตุของการปรับลดราคาเป้าหมายมาจากความกังวลเรื่องผลประกอบการที่ชะลอตัวในครึ่งปีหลัง ราคาโลหะมีค่าที่อ่อนตัวลง และอัตราแลกเปลี่ยนที่ปรับลดลง
Yonhap Infomax รายงานเมื่อวันที่ 12 ว่าราคาหุ้นโคเรียซิงค์ดีดตัวขึ้นหลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศนโยบายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ และรัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งนี้ รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศเมื่อวันที่ 7 ถึงแผนลงทุนในแร่ธาตุสำคัญมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.239 ล้านล้านวอน) เพื่อลดการพึ่งพาจีนและสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในสหรัฐฯ
Yonhap Infomax รายงานว่าโคเรียซิงค์จะลงทุนรวม 7,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10.4562 ล้านล้านวอน) รวมถึงการก่อสร้างโรงถลุงแร่ในรัฐเทนเนสซี สหรัฐฯ
นอกจากนี้ โคเรียซิงค์ยังเดินหน้าขยายกำลังการผลิตแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ อาทิ อินเดียม(Indium) และเจอร์เมเนียม(Germanium) พร้อมผลักดันการเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ด้วย
แร่ธาตุสำคัญ หมายถึงทรัพยากรที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมและความมั่นคงของชาติ แต่มีความเสี่ยงด้านการขาดแคลนสูง เนื่องจากกำลังการผลิตและการถลุงกระจุกตัวอยู่ในประเทศหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งเป็นหลัก สหรัฐฯ กำลังผลักดันนโยบายปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ขั้นตอนการทำเหมืองไปจนถึงการถลุงและแปรรูป ให้มาอยู่ในมือของสหรัฐฯ เองและประเทศพันธมิตรมากขึ้น
ฮาวเวิร์ด ลัทนิค(Howard Lutnick) รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐฯ กล่าวถึงการลงทุนของโคเรียซิงค์ในรัฐเทนเนสซีโดยตรง โดยยกเป็นตัวอย่างการลงทุนของบริษัทระดับโลกในสหรัฐฯ สะท้อนว่าศักยภาพด้านการถลุงโลหะนอกกลุ่มเหล็กของบริษัทเกาหลีใต้แห่งนี้เชื่อมโยงกับนโยบายห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ โดยตรง
ควอน จีอู(Kwon Ji-woo) นักวิเคราะห์จากฮันวาการลงทุนและหลักทรัพย์(Hanwha Investment & Securities) กล่าวว่า “สหรัฐฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดของเงื่อนไขการยกเว้นการใช้แร่ธาตุสำคัญจากจีนสำหรับบริษัทด้านกลาโหม” พร้อมระบุว่า “เมื่อวันที่ 7 ที่ผ่านมา รัฐมนตรีลัทนิคได้กล่าวถึงบริษัทร่วมทุน Crucible ต่อหน้าประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งทำให้มูลค่าของแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ของโคเรียซิงค์ถูกเน้นย้ำอีกครั้ง” คำกล่าวนี้สะท้อนการวิเคราะห์ว่ายิ่งสหรัฐฯ เข้มงวดกับห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาจีนมากเท่าไหร่ มูลค่าเชิงยุทธศาสตร์ของฐานการผลิตที่ไม่ใช่จีนก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
โคเรียซิงค์ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ(MOU) ด้านการจัดหาระยะยาวกับล็อกฮีด มาร์ติน(Lockheed Martin) บริษัทกลาโหมของสหรัฐฯ ไว้แล้ว
Yonhap Infomax รายงานเมื่อวันที่ 12 ว่าโคเรียซิงค์จะใช้สิ่งอำนวยความสะดวกของ KEMCO เพื่อเลื่อนกำหนดการผลิตเจอร์เมเนียมให้เร็วขึ้น จากเดิมที่วางแผนไว้ในปี 2028 เป็นเริ่มการผลิตในเดือนสิงหาคม 2026 และวางแผนเริ่มจำหน่ายในช่วงต้นปี 2027
ราคาปิดครั้งนี้สะท้อนทั้งความเคลื่อนไหวของราคาหลังการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วระหว่างวัน และการปรับลดราคาเป้าหมายของบริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ ไปพร้อมกัน
การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐฯ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่แร่ธาตุสำคัญเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงเซมิคอนดักเตอร์และวัสดุพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย ทางเราเคยรายงานว่าสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าเซมิคอนดักเตอร์และโพลีซิลิคอน เพื่อลดการพึ่งพาจีน
การลงทุนขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการก่อสร้างโรงถลุงแร่ในสหรัฐฯ อาจทำให้หนี้สินและต้นทุนทางการเงินของบริษัทเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ถูกนำไปพิจารณาในการปรับลดราคาเป้าหมายครั้งนี้ด้วย
ความคิดเห็น 0