สัดส่วนค่าธรรมเนียมธุรกรรมในรายได้ของนักขุดบิตคอยน์(BTC) ลดลงเหลือ 0.69% ใกล้เคียงกับจุดต่ำสุดในรอบ 10 ปีที่ 0.52% ซึ่งเคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ข้อมูลจากกลาสโหนด (Glassnode) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 ระบุว่า สัดส่วนค่าธรรมเนียมในรายได้ของนักขุดบิตคอยน์อยู่ต่ำกว่า 1% มาเกือบตลอด 1 ปีที่ผ่านมา สะท้อนโครงสร้างที่รายได้ของนักขุดพึ่งพา ‘เงินอุดหนุนบล็อก’ (block subsidy) จำนวน 3.125 BTC ต่อบล็อก มากกว่าค่าธรรมเนียมธุรกรรม
สัดส่วนค่าธรรมเนียมธุรกรรม หมายถึงอัตราส่วนของค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้จ่ายเพื่อใช้พื้นที่บล็อกบิตคอยน์ เทียบกับรายได้รวมของนักขุดทั้งหมด ยิ่งสัดส่วนนี้ ‘ต่ำ’ เท่าไหร่ รายได้จากค่าธรรมเนียมก็ยิ่งมีบทบาทเสริมรายได้จากการขุดน้อยลงเท่านั้น
ในทางกลับกัน หากเครือข่ายมีการใช้งานหนาแน่นจนเกิดการแข่งขันแย่งพื้นที่บล็อก ค่าธรรมเนียมที่ผู้ใช้ต้องจ่ายก็อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้สัดส่วนค่าธรรมเนียมในรายได้นักขุดปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
ตัวเลขล่าสุดนี้สะท้อนโครงสร้างรายได้การขุดหลังเหตุการณ์ ‘ฮาล์ฟวิ่ง’ (Halving) เมื่อปี 2024 ซึ่งทำให้เงินอุดหนุนบล็อกลดลงจาก 6.25 BTC เหลือ 3.125 BTC
ฮาล์ฟวิ่งคือกระบวนการที่รางวัลบิตคอยน์ซึ่งจ่ายให้นักขุดจะลดลงครึ่งหนึ่งตามรอบเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เป็นกลไกที่ลดปริมาณอุปทานใหม่เข้าสู่ระบบ ขณะเดียวกันก็ลดรายได้จากเงินอุดหนุนของนักขุดโดยตรง
เมื่อเงินอุดหนุนบล็อกลดลง และสัดส่วนค่าธรรมเนียมยังทรงตัวในระดับต่ำ รายได้ของนักขุดจึงผูกติดกับ ‘ราคาบิตคอยน์’ และ ‘ต้นทุนการดำเนินงาน’ มากขึ้น โดยค่าไฟฟ้า ประสิทธิภาพของอุปกรณ์ขุด และการเปลี่ยนแปลงของความยากในการขุด (mining difficulty) ถือเป็นปัจจัยต้นทุนหลัก
ข้อมูลจาก Checkonchain ก็สะท้อนแรงกดดันในวงการขุดเช่นกัน โดยแฮชเรตรวมของเครือข่ายบิตคอยน์เคยขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 1.3 ZH/s ในเดือนตุลาคม 2025 ก่อนจะลดลงมาอยู่ที่ 861 EH/s คิดเป็นอัตราลดลงประมาณ 33%
แฮชเรต หมายถึงกำลังประมวลผลทั้งหมดที่ถูกนำมาใช้ในเครือข่ายบิตคอยน์ มักใช้เป็นตัวชี้วัดขนาดการทำงานของอุปกรณ์ขุดและระดับการแข่งขันด้านการประมวลผลในเครือข่าย
เมื่อแปลงหน่วย 1.3 ZH/s จะเท่ากับ 1,300 EH/s ซึ่งหมายความว่านับตั้งแต่จุดสูงสุด แฮชเรตลดลงไปแล้วประมาณ 439 EH/s
ประมาณการต้นทุนการผลิตบิตคอยน์เฉลี่ยต่อเหรียญ ณ วันที่ 11 อยู่ที่ 78,254 ดอลลาร์ (ประมาณ 110.57 ล้านวอน) สูงกว่าราคาซื้อขายจริงในขณะนั้นราว 23%
ทั้งนี้ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยดังกล่าวไม่ได้สะท้อนต้นทุนจริงของนักขุดทุกราย เพราะโครงสร้างต้นทุนของแต่ละบริษัทขุดอาจแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขสัญญาค่าไฟฟ้า ประสิทธิภาพอุปกรณ์ และพื้นที่ที่ดำเนินการ
โดยทั่วไป นักขุดจะนำรายได้รวมจากเงินอุดหนุนบล็อกและค่าธรรมเนียมธุรกรรมไปหักลบกับค่าไฟฟ้าและต้นทุนอุปกรณ์ หากรายได้จากค่าธรรมเนียมลดลง แม้จะขุดบิตคอยน์ได้ในปริมาณเท่าเดิม นักขุดก็ยิ่งต้องพึ่งพาเงินอุดหนุนและราคาซื้อขายในตลาดมากขึ้น
โครงสร้างเช่นนี้เชื่อมโยงกับประเด็นถกเถียงระยะยาวเรื่อง ‘งบประมาณด้านความปลอดภัย’ ของเครือข่ายบิตคอยน์ เนื่องจากเงินอุดหนุนบล็อกจะลดลงทุกครั้งที่เกิดฮาล์ฟวิ่ง ค่าธรรมเนียมธุรกรรมจึงถูกมองว่าเป็นแหล่งรายได้ที่ช่วยเสริมแรงจูงใจให้นักขุดยังคงดูแลรักษาเครือข่ายต่อไป
อย่างไรก็ตาม การที่สัดส่วนค่าธรรมเนียมลดลงพร้อมกับแฮชเรตที่ปรับตัวลง ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเกิดแรงขายจากนักขุดหรือทิศทางราคาบิตคอยน์จะเป็นอย่างไร ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ในขณะนี้มีเพียงว่า สัดส่วนค่าธรรมเนียมลดลงเหลือ 0.69% แฮชเรตลดลงจากจุดสูงสุดประมาณ 33% และประมาณการต้นทุนการผลิตเฉลี่ยสูงกว่าราคาซื้อขายจริงในขณะนั้น
ความคิดเห็น 0