Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

594 BTC เสี่ยงถูกขโมยจากบั๊ก Coldcard จุดกระแสถกปมความปลอดภัยบิตคอยน์(BTC)

ปัญหาความปลอดภัยของ Coldcard ที่เป็นกระแสอยู่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวบิตคอยน์(BTC) เอง แต่เป็นข้อผิดพลาดในการ‘สร้างซีดวลี’ (seed) ของกระเป๋าฮาร์ดแวร์ ซึ่งคอยน์แชร์ส (CoinShares) หยิบยกขึ้นมาพูดถึงในรายงาน ‘Beyond the Coldcard exploit’ ว่าเป็นกรณีตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงต้นทุนด้านความปลอดภัยทางการเงินจาก AI

คอยน์ไคท์ (Coinkite) บริษัทผู้ผลิต Coldcard ออกประกาศด้านความปลอดภัยเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมาว่า เฟิร์มแวร์รุ่น Mk2 และ Mk3 ตั้งแต่เวอร์ชัน 4.0.1 ถึง 4.1.9 รวมถึงซีดบางส่วนของ Mk4, Mk5 และ Q ที่สร้างก่อนอัปเดตแก้ไข อาจได้รับผลกระทบ โดยเวอร์ชันที่แก้ไขแล้วคือ Mk2/Mk3 4.2.0, Mk4/Mk5 5.6.0 และ Q 1.5.0Q บริษัทระบุว่าซีดที่สร้างไปแล้วก่อนหน้านี้จะไม่สามารถกู้คืนความปลอดภัยได้เพียงแค่อัปเดตเฟิร์มแวร์

ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎฉันทามติหรืออัลกอริทึมการเซ็นลายเซ็นดิจิทัล แต่เกิดจากขั้นตอน ‘การสุ่มเลข’ ที่อุปกรณ์ใช้สร้างซีด หากความสุ่มไม่มากพอ ผู้โจมตีจะสามารถลดขอบเขตความเป็นไปได้ของซีดวลีลงได้ นี่คือเหตุผลที่แม้กระเป๋าฮาร์ดแวร์จะเป็นอุปกรณ์เก็บกุญแจส่วนตัวแบบออฟไลน์ แต่ถ้าขั้นตอนการสร้างซีดอ่อนแอ การเก็บทรัพย์สินด้วยตัวเอง (self-custody) ทั้งระบบก็สั่นคลอนได้เช่นกัน

ตัวเลขความเสียหายต้องแยกพิจารณาตามแหล่งที่มา สื่อ Decrypt ประเมินจากการวิเคราะห์ข้อมูลบนเชนและรายงานติดตามผลว่า มีบิตคอยน์ราว 594 BTC มูลค่าประมาณ 38 ล้านดอลลาร์ กระจายอยู่ในกระเป๋าราว 500 ใบ ได้รับผลกระทบภายในเวลาประมาณ 25 นาที อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ใช่ยอดความเสียหายที่คอยน์ไคท์ยืนยันอย่างเป็นทางการ

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานตรงที่ยืนยันว่า AI เป็นตัวการค้นพบช่องโหว่ของ Coldcard จริง คอยน์ไคท์ระบุเพียงว่าผู้โจมตี ‘อาจ’ ใช้ AI ตรวจสอบซอร์สโค้ดเฟิร์มแวร์แบบโอเพนซอร์ส แต่เมื่อบริษัทเองนำ AI มาตรวจสอบซ้ำกลับไม่พบข้อบกพร่องเดียวกัน ด้านคอยน์แชร์สมองว่าประเด็นนี้สะท้อนแนวโน้มที่ AI กำลังเปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนของความปลอดภัยทางการเงินโดยรวม

เหตุการณ์นี้ยังเชื่อมโยงกับผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียด้วย ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานว่า จำนวนแอดเดรสใหม่ของบิตคอยน์เพิ่มขึ้นจากราว 260,000 เป็น 330,000 แอดเดรส หลังเกิดเหตุช่องโหว่ Coldcard ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลจากผู้ใช้จำนวนมากโยกเงินจากกระเป๋าเดิมไปยังแอดเดรสใหม่ จนทำให้ข้อมูลบนเชนเปลี่ยนแปลงไป

แนวทางรับมือที่คอยน์ไคท์เสนอเน้นไปที่การสร้างซีดใหม่และขั้นตอนตรวจสอบ บริษัทแนะนำให้ผู้ใช้ที่อาจได้รับผลกระทบตั้งรหัสผ่านเสริม BIP-39 ที่รัดกุม หรือสร้างซีดใหม่จากอุปกรณ์ที่ไม่ได้รับผลกระทบ ตรวจสอบแอดเดรสรับเงินให้ถูกต้อง แล้วทดลองโอนเงินจำนวนเล็กน้อยก่อนโอนจริง พร้อมย้ำว่ารหัสผ่านเสริมช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่ใช่การแก้ไขซีดเดิมที่มีปัญหา

ขณะเดียวกัน ประเด็นความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับ AI กำลังขยายวงกว้างขึ้นในอีกมิติหนึ่ง กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุในบันทึกเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า AI อาจเพิ่มความเร็ว ความถี่ และขอบเขตของการค้นหาและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในภาคการเงิน ด้านศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติอังกฤษ (NCSC) ประเมินว่าภายในปี 2027 การวิจัยช่องโหว่และการพัฒนาช่องทางโจมตีโดยมี AI ช่วยเหลือ มีแนวโน้มจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดในวงการนี้

สถาบันความปลอดภัย AI แห่งสหราชอาณาจักร (AISI) เปิดเผยผลทดสอบสถานการณ์จำลองการโจมตีเครือข่ายองค์กรแบบ 32 ขั้นตอนว่า GPT-4o ทำได้เฉลี่ย 1.7 ขั้นตอนเมื่อเดือนสิงหาคม 2024 ขณะที่ Claude Opus 4.6 ทำได้เฉลี่ยสูงถึง 9.8 ขั้นตอนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตัวเลขนี้สะท้อนว่า AI สามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือป้องกันและเครื่องมืออัตโนมัติสำหรับการโจมตีในเวลาเดียวกัน

เหตุการณ์ Coldcard ครั้งนี้ทำให้ทิศทางการถกเถียงเรื่องความปลอดภัยของบิตคอยน์เปลี่ยนไป จากคำถามที่ว่า ‘การเข้ารหัสถูกทำลายแล้วหรือไม่’ ไปสู่คำถามใหม่ที่ว่า ‘อุปกรณ์และขั้นตอนที่ใช้จัดการกับการเข้ารหัสแข็งแกร่งเพียงพอหรือไม่’ ด้านคอยน์ไคท์ระบุว่าจะสอบสวนเรื่องนี้ต่อไปและจะเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1