มัลติคอยน์ แคปิตอล(Multicoin Capital) ผู้ลงทุนรายใหญ่ในช่วงเริ่มต้นของฟอร์เวิร์ด อินดัสทรีส์(Forward Industries, FWDI) ได้ขายหุ้นทั้งหมดที่ถือครองในบริษัททิ้ง หลังเข้าลงทุนมาได้ราว 8 เดือน ขณะที่ฟอร์เวิร์ดยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ทางการเงินที่ผสมผสานการเพิ่มสัดส่วนถือครองโซลานา(SOL) การกู้ยืม และการซื้อหุ้นคืนไปพร้อมกัน
ตามเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐ(SEC) มัลติคอยน์ แคปิตอล แมเนจเมนต์ มัลติคอยน์ แคปิตอล มาสเตอร์ฟันด์ และทูชาร์ เจน(Tushar Jain) ระบุในเอกสาร 13D/A ที่ยื่นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ว่าไม่มีสัดส่วนการถือหุ้นที่แท้จริงในฟอร์เวิร์ดอีกต่อไป ส่งผลให้การถือหุ้นของมัลติคอยน์ แคปิตอล ในฟอร์เวิร์ดถูกเคลียร์ออกไปในระดับสถาบันอย่างสมบูรณ์
ฟอร์เวิร์ดเริ่มกลยุทธ์ถือครองโซลานาเป็นสินทรัพย์สำรองเมื่อเดือนกันยายน 2025 ผ่านดีลระดมทุนแบบ PIPE มูลค่า 1,650 ล้านดอลลาร์ ที่นำโดยกาแล็กซี ดิจิทัล(Galaxy Digital, GLXY) จั๊มพ์ คริปโต(Jump Crypto) และมัลติคอยน์ แคปิตอล โดยยอดเงินลงทุนที่ทั้งสามรายผูกพันไว้รวมกันสูงกว่า 300 ล้านดอลลาร์
เอกสาร 13D คือแบบรายงานที่นักลงทุนซึ่งถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียนสหรัฐตั้งแต่ 5% ขึ้นไปต้องยื่นต่อ ก.ล.ต. สหรัฐ เพื่อแจ้งวัตถุประสงค์การเข้าถือหุ้นและสถานะการถือครอง ส่วน 13D/A คือรายงานฉบับแก้ไขที่ยื่นเมื่อข้อมูลที่เคยรายงานไว้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ฟอร์เวิร์ดเปิดเผยเมื่อวันที่ 19 มีนาคมว่าบริษัททำสัญญาซื้อหุ้นสามัญจำนวน 6,164,324 หุ้นจากนักลงทุนสถาบันแห่งหนึ่ง ด้วยมูลค่ารวม 27.37 ล้านดอลลาร์ โดยรายงานประจำไตรมาสระบุว่าคู่สัญญาฝั่งขายคือมัลติคอยน์ แคปิตอล มาสเตอร์ฟันด์
เงินที่ใช้ซื้อหุ้นคืนดังกล่าวมาจากวงเงินกู้ 40 ล้านดอลลาร์ที่กาแล็กซี ดิจิทัลปล่อยให้ ฟอร์เวิร์ดระบุในรายงานฉบับเดียวกันว่าอัตราดอกเบี้ยถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักต่อปีของเงินกู้อยู่ที่ประมาณ 3.4% โดยใช้ fwdSOL ที่บริษัทถือครองเป็นหลักประกัน
สัดส่วนที่เหลือของมัลติคอยน์ แคปิตอล ถูกโอนไปยังเลมมิงส์ โฮลดิงส์(Lemmings Holdings LLC) นิติบุคคลที่ควบคุมโดยไคล์ ซามานี(Kyle Samani) ประธานบริษัทฟอร์เวิร์ด โดยวันที่ 30 เมษายน มีการโอนใบสำคัญแสดงสิทธิ(วอร์แรนต์) ที่แปลงเป็นหุ้นสามัญได้ 4,458,796 หุ้น และวันที่ 5 พฤษภาคม มีการโอนหุ้นสามัญเพิ่มอีก 1.78 ล้านหุ้นไปยังนิติบุคคลดังกล่าว
ซามานีลาออกจากตำแหน่งหุ้นส่วนผู้จัดการของมัลติคอยน์ แคปิตอล เมื่อวันที่ 31 มกราคม แต่ยังคงดำรงตำแหน่งประธานฟอร์เวิร์ดต่อไป กล่าวได้ว่าแม้มัลติคอยน์จะถอนตัวออกจากฟอร์เวิร์ดแล้ว แต่นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับซามานียังคงมีความเกี่ยวพันอยู่แยกต่างหาก
ฟอร์เวิร์ดยังคงเพิ่มปริมาณการถือครอง SOL ต่อเนื่องแม้หลังมัลติคอยน์ถอนตัวออกไปแล้ว โดยในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม บริษัทระบุว่าในไตรมาส 3 ของปีงบประมาณ 2026 ได้เพิ่มสินทรัพย์เทียบเท่า 508,618 SOL ทำให้ยอดถือครองสะสม ณ วันที่ 30 มิถุนายน อยู่ที่ประมาณ 7.55 ล้าน SOL
ตัวเลขเดียวกันนี้ปรากฏบนเว็บไซต์ทางการของบริษัทเช่นกัน ก่อนหน้านี้โทเคนโพสต์เคยรายงานว่ายอดถือครองโซลานาสะสมของฟอร์เวิร์ดพุ่งทะลุ 7.8 ล้านเหรียญ
สื่อ Odaily รายงานว่าระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคมถึง 3 สิงหาคม ฟอร์เวิร์ดเข้าซื้อสินทรัพย์เพิ่มอีก 254,325 SOL ในราคาเฉลี่ยประมาณ 75 ดอลลาร์ต่อเหรียญ ส่งผลให้ยอดถือครองรวมเพิ่มเป็นประมาณ 7.81 ล้าน SOL พร้อมระบุว่าฟอร์เวิร์ดขาดทุนสุทธิในไตรมาสดังกล่าว 69 ล้านดอลลาร์ และหนี้สินที่มีต่อกาแล็กซี ดิจิทัล ณ สิ้นเดือนมิถุนายนอยู่ที่ 105 ล้านดอลลาร์
หลังสิ้นสุดไตรมาส วงเงินกู้จากกาแล็กซี ดิจิทัลเพิ่มขึ้นเป็น 120 ล้านดอลลาร์ ขณะที่เงินสดคงเหลือ ณ สิ้นเดือนมิถุนายนมีรายงานอยู่ที่ประมาณ 11 ล้านดอลลาร์
โครงสร้างนี้ต่างจากการถือครองโซลานาแบบเรียบง่าย เพราะฟอร์เวิร์ดใช้ SOL เป็นหลักประกันในการกู้ยืม แล้วนำเงินที่ได้ไปใช้ซื้อหุ้นคืนและวัตถุประสงค์อื่นของบริษัท ทำให้ราคาของ SOL มูลค่าหลักประกัน และเงื่อนไขการกู้ยืม ล้วนส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทไปพร้อมกัน
นอกจากการถือครองสินทรัพย์แบบเดิม ฟอร์เวิร์ดยังขยายไปสู่แหล่งรายได้อื่นด้วย โดยวันที่ 5 พฤษภาคม บริษัทเปิดเผยว่าร่วมนำการระดมทุนรอบ Series A มูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ให้กับ OnRe บริษัทประกันภัยต่อบนบล็อกเชนร่วมกับ RockawayX
ฟอร์เวิร์ดยังเปิดเผยแผนจัดสรรเงินสูงสุด 25 ล้านดอลลาร์เข้าลงทุนใน ONyc โทเคนที่ให้ผลตอบแทนบนเครือข่ายโซลานาของ OnRe โดยบริษัทระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์หาแหล่งรายได้ที่อ้างอิงสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับราคา SOL ในระดับต่ำ
กรณีของฟอร์เวิร์ดสะท้อนว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์สำรองโซลานาบางแห่งไม่ได้หยุดอยู่แค่การถือครองเหรียญ แต่ยังขยายไปถึงการระดมทุน การบริหารหลักประกัน และการลงทุนในระบบนิเวศไปพร้อมกัน ภาระทางการเงินและกลยุทธ์การถือครอง SOL ในระยะต่อไปของบริษัทจึงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามจากการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคต
ความคิดเห็น 0