ขณะที่ดัชนีคอสปี้ (KOSPI) ของเกาหลีใต้ขยับเข้าใกล้ระดับ 7,000 จุด นักลงทุนรายย่อยกลับเทขายหุ้นในประเทศและหันไปซื้อ ETF อินเวิร์สแทน ดัชนีฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กระแสเงินของรายย่อยกลับเอียงไปทาง 'ทำกำไร' และ 'ตั้งรับการปรับฐาน' มากกว่าจะไล่ตามการดีดตัวของตลาด
ETFCheck แพลตฟอร์มข้อมูล ETF ของคอสคอม (Koscom) เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 ว่า ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ETF ที่นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิมากที่สุดคือ 'KODEX 200 Futures Inverse 2X' ด้วยมูลค่าซื้อสุทธิ 132,800 ล้านวอน
KODEX 200 Futures Inverse 2X เป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบให้ผลตอบแทนเคลื่อนไหวสวนทางดัชนีฟิวเจอร์สคอสปี้200 (F-KOSPI200) ในอัตรา 2 เท่าต่อวัน ซัมซุงแอสเซ็ทแมเนจเมนท์ (Samsung Asset Management) ผู้บริหารกองทุนระบุว่าผลิตภัณฑ์นี้ติดตามผลตอบแทนรายวันของดัชนี F-KOSPI200 ในทิศทางตรงข้ามที่ -2 เท่า พร้อมแจ้งเตือนว่าผลตอบแทนสะสมในช่วงเวลาหนึ่งอาจไม่เท่ากับ -2 เท่าของผลตอบแทนสะสมของดัชนีอ้างอิง
ในกลุ่ม ETF ที่รายย่อยซื้อสุทธิสูงสุดยังมี 'KODEX Inverse' และ 'SOL SK Hynix Futures Single Stock Inverse 2X' รวมอยู่ด้วย นั่นหมายความว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาให้ทำกำไรเมื่อดัชนีหรือหุ้นรายตัวปรับตัวลง กลับกลายเป็นสินค้าขายดีในหมู่นักลงทุนรายย่อย
ฝั่งตลาดหุ้นจริงยังคงเห็นแรงขายต่อเนื่อง เอปิกเอไอ (EpicAI) ระบุว่านักลงทุนรายย่อยในประเทศขายสุทธิหุ้นคอสปี้ติดต่อกัน 4 วันทำการ ตั้งแต่วันที่ 11 ถึง 14 โดยมูลค่าขายสุทธิรวมในช่วงดังกล่าวอยู่ที่ 7.984 ล้านล้านวอน
ในช่วงเวลาเดียวกัน ดัชนีคอสปี้ปรับขึ้นจาก 6,345.53 จุด เป็น 6,977.94 จุด นักลงทุนรายย่อยลดการถือครองหุ้นลง ขณะที่นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิติดต่อกัน 4 วันทำการเช่นกัน
เม็ดเงินรอเข้าลงทุนก็ลดลงเช่นกัน จากการรวบรวมของสมาคมการลงทุนทางการเงินเกาหลี (Korea Financial Investment Association) ยอดเงินฝากรอลงทุนของนักลงทุนลดลงจาก 139.6948 ล้านล้านวอน เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน เหลือประมาณ 100 ล้านล้านวอน ณ วันที่ 13 หรือลดลงราว 40 ล้านล้านวอนในช่วงเวลาราว 2 เดือนเศษ
เงินฝากรอลงทุนคือเงินสดที่ยังค้างอยู่ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์และพร้อมนำไปลงทุน แนวโน้มที่ลดลงถูกตีความว่าเงินสดสำรองที่จะไหลเข้าตลาดใหม่มีน้อยกว่าช่วงก่อนหน้า
เม็ดเงินอีกส่วนไหลไปยัง ETF หุ้นสหรัฐฯ เช่นกัน ในรอบเดือนที่ผ่านมา ETF ที่รายย่อยซื้อสุทธิมากที่สุดคือ 'TIGER US S&P500' ซึ่งมีเงินไหลเข้า 631,000 ล้านวอน ตามด้วย 'KODEX US Nasdaq100' ที่ 443,700 ล้านวอน และ 'KODEX US S&P500' ที่ 348,200 ล้านวอน
ภาพรวมคือกระแสเงินของรายย่อยแยกออกเป็นสองทาง คือ ETF อ้างอิงดัชนีต่างประเทศ กับผลิตภัณฑ์ที่ทำกำไรเมื่อตลาดปรับลง มากกว่าจะไล่ตามการฟื้นตัวของตลาดในประเทศ
อีแจวอน (Lee Jae-won) นักวิเคราะห์จากยูอันตาซีเคียวริตี้ส์ (Yuanta Securities) กล่าวว่า “ตั้งแต่วันที่ 31 เดือนที่แล้วเป็นต้นมา รูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำคือ ในวันที่ตลาดปรับขึ้นแรง นักลงทุนต่างชาติจะซื้อสุทธิขณะที่รายย่อยขายสุทธิ ส่วนในวันที่ตลาดร่วงแรง ต่างชาติจะขายสุทธิขณะที่รายย่อยกลับซื้อสุทธิ” และเสริมว่า “พฤติกรรมของนักลงทุนรายย่อยกำลังเปลี่ยนจากการไล่ตามเทรนด์ ไปเป็นการเข้าซื้อเมื่อตลาดย่อตัวและทำกำไรเมื่อตลาดดีดตัวกลับ” คำอธิบายนี้สะท้อนว่ารายย่อยเลือกตอบสนองตลาดด้วยรอบการซื้อขายที่สั้นลง แทนที่จะไล่ตามขาขึ้นแบบตรงไปตรงมา
ยอดคงค้างการขายชอร์ตก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน ณ วันที่ 11 ยอดคงค้างสุทธิการขายชอร์ตในตลาดคอสปี้อยู่ที่ 19.006 ล้านล้านวอน เพิ่มขึ้น 2.272 ล้านล้านวอน จาก 16.734 ล้านล้านวอน เมื่อสิ้นเดือนก่อนหน้า (31 กรกฎาคม)
การขายชอร์ตคือการยืมหุ้นมาขายก่อน แล้วค่อยซื้อคืนในภายหลัง หากราคาหุ้นลดลงจะทำกำไรได้ แต่หากราคากลับปรับขึ้น ผู้ขายชอร์ตอาจขาดทุนเพิ่มขึ้น
ความผันผวนของดัชนีคอสปี้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยังเชื่อมโยงกับผลขาดทุนของนักลงทุนรายย่อยด้วย ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานความเชื่อมโยงระหว่างผลขาดทุนจากการลงทุนใน ETF เลเวอเรจกลุ่ม AI กับช่วงที่ดัชนีคอสปี้ร่วงลงอย่างหนัก
ETF อินเวิร์สและเลเวอเรจเป็นผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบตามผลตอบแทนรายวันเป็นหลัก หากดัชนีแกว่งตัวขึ้นลงสลับกันบ่อยครั้ง ผลตอบแทนระยะยาวอาจคลาดเคลื่อนไปจากอัตราทวีคูณที่นักลงทุนคาดไว้ ท่ามกลางดัชนีคอสปี้ที่ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 6,977.94 จุด นักลงทุนรายย่อยเลือกตอบสนองด้วยการขายหุ้นในตลาดจริง ซื้อ ETF อินเวิร์ส และซื้อ ETF อ้างอิงดัชนีต่างประเทศไปพร้อมกัน
ความคิดเห็น 0