สัดส่วนการถือครอง ETF บิตคอยน์(BTC) แบบสปอตของสหรัฐฯ ที่รายงานผ่านแบบฟอร์ม 13F ของสถาบัน เพิ่มขึ้นเป็น '44.2%' ในไตรมาส 2 ปี 2026 แม้ยอดถือครองรวมของ ETF ทั้งหมดจะลดลง แต่ยอดถือครองที่แปลงค่าจากสถาบันที่ยื่นรายงานกลับเพิ่มขึ้น 7.5%
บิตคอยน์ สแตรทิจี(Bitcoin Strategy) เปิดเผยในรายงานการยอมรับของสถาบัน (Institutional Adoption Report) ประจำไตรมาส 2 ปี 2026 ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 (เวลาท้องถิ่น) ว่า ยอดถือครอง ETF บิตคอยน์(BTC) แบบสปอตของสถาบันตามการยื่นแบบ 13F ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ(SEC) เพิ่มขึ้นจาก 498,389 BTC เป็น 535,723 BTC ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาบิตคอยน์(BTC) ลดลง 14.2%
13F คือรายงานการถือครองหลักทรัพย์ที่นักลงทุนสถาบันซึ่งมีอำนาจตัดสินใจลงทุนในหลักทรัพย์ที่อยู่ในข่ายแบบ 13F มูลค่าตั้งแต่ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ต้องยื่นทุกไตรมาส โดย SEC ระบุว่ารายงานนี้ต้องมีชื่อบริษัทจัดการ ชื่อหลักทรัพย์ จำนวนหุ้นที่ถือครอง และมูลค่าตลาด ณ สิ้นไตรมาส
จากการรวบรวมครั้งนี้ ยอดถือครอง ETF บิตคอยน์(BTC) แบบสปอตทั้งหมดของสหรัฐฯ ลดลงจาก 1,297,010 BTC เหลือ 1,211,322 BTC หรือลดลง 6.6% ในทางกลับกัน เมื่อยอดถือครองของสถาบันเพิ่มขึ้น สัดส่วนของสถาบันจึงขยับจาก 38.4% เป็น 44.2%
บิตคอยน์ สแตรทิจี นำเสนอตัวเลขนี้เป็น 'ดัชนีชี้วัดทางอ้อม' ของกระแสการยอมรับบิตคอยน์(BTC) ในกลุ่มสถาบัน อย่างไรก็ตาม 13F เป็นเพียงรายงานยอดถือครอง ณ สิ้นไตรมาส จึงไม่ได้อธิบายความเคลื่อนไหวการซื้อขายหลังการเปิดเผยข้อมูล หรือวัตถุประสงค์ของการถือครองโพซิชันนั้น
ในบรรดาสถาบันผู้ถือครองรายใหญ่ 25 อันดับแรก มี 17 แห่งที่เพิ่มโพซิชันในไตรมาส 2 โดยเวลส์ ฟาร์โก(Wells Fargo) และเจพีมอร์แกน เชส(JPMorgan Chase) ต่างขยายยอดถือครอง ETF บิตคอยน์(BTC) แบบสปอต (แปลงเป็นหน่วยบิตคอยน์) เพิ่มขึ้นมากกว่า 10,000 BTC ต่อแห่ง
กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอาบูดาบี ก็ถูกระบุว่าเป็นอีกหนึ่งสถาบันที่เพิ่มยอดถือครองในไตรมาส 2 เช่นกัน การที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติต่างขยายการถือครอง ETF ในไตรมาสเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่า ETF แบบสปอตกำลังถูกใช้เป็นช่องทางให้สถาบันเข้าถึงบิตคอยน์(BTC)
ยังมีสถาบันหน้าใหม่ที่เข้าถือครองบิตคอยน์(BTC) เกิน 100 BTC เป็นครั้งแรกด้วย โดยอเมริพไรส์(Ameriprise) บริษัทบริหารความมั่งคั่งของสหรัฐฯ ที่มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารราว 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2,404 ล้านล้านวอน) เป็นหนึ่งในสถาบันที่เข้าถือครองใหม่ในรอบนี้
คอนเท็กซ์ แคปิตอล แมเนจเมนท์(Context Capital Management) และคอมพาส โรส แอสเซ็ท แมเนจเมนท์(Compass Rose Asset Management) เปิดโพซิชันใหม่มูลค่า 191 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 270,100 ล้านวอน) และ 122 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 172,500 ล้านวอน) ตามลำดับ ทั้งนี้ตัวเลขโพซิชันของทั้งสองแห่งเป็นมูลค่าหุ้น ETF ที่แปลงเป็นจำนวนบิตคอยน์(BTC) เช่นเดียวกัน
จำนวนสถาบันที่เข้าร่วมกลับลดลง โดยสถาบันที่ยื่นแบบ 13F เพื่อรายงานการถือครอง ETF บิตคอยน์(BTC) ลดลงจากราว 2,000 แห่งในไตรมาส 1 เหลือราว 1,900 แห่งในไตรมาส 2 หรือลดลง 6.8%
ยอดถือครองที่เพิ่มขึ้นจึงต้องพิจารณาควบคู่กับความเป็นไปได้ว่า การขยายโพซิชันของสถาบันขนาดใหญ่บางแห่งอาจเป็นตัวดึงตัวเลขโดยรวมให้สูงขึ้น เมื่อจำนวนสถาบันที่เข้าร่วมลดลง จึงยังสรุปไม่ได้ว่ากระแสเงินทุนจากสถาบันโดยรวมขยายตัวขึ้นจริง
ทั้งนี้ตัวเลขทั้งหมดในรายงานนี้ไม่ใช่การถือครองบิตคอยน์(BTC) โดยตรง แต่เป็นมูลค่าหุ้น ETF ที่แปลงเป็นจำนวนบิตคอยน์(BTC)
ETF บิตคอยน์(BTC) แบบสปอตของสหรัฐฯ ถูกใช้เป็นช่องทางให้สถาบันและที่ปรึกษาการลงทุนสะท้อนสัดส่วนสินทรัพย์ดิจิทัลไว้ในพอร์ตของลูกค้ามาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงาน การขยายเอ็กซ์โพเชอร์ออปชันซื้อที่เกี่ยวข้องกับ ETF บิตคอยน์(BTC) แบบสปอตของยูบีเอส(UBS) และ การยื่นแบบ 13F ประจำไตรมาส 2 ของทิวดอร์ อินเวสต์เมนต์(Tudor Investment) มาแล้ว
สำหรับนักลงทุนในไทย 13F ถือเป็นข้อมูลอ้างอิงที่ช่วยตรวจสอบสถานะการถือครองของสถาบันสหรัฐฯ ณ สิ้นไตรมาส ส่วนผลกระทบต่อราคาหรือกระแสเงินทุนใหม่ที่จะไหลเข้ามาเพิ่มเติมนั้น ยังต้องรอติดตามการยื่นแบบ 13F และการเปลี่ยนแปลงยอดถือครอง ETF ในไตรมาส 3 อีกครั้ง
ความคิดเห็น 0