Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

5.317% พันธบัตรสหรัฐฯ 30 ปีพุ่งสูงสุดรอบ 19 ปี หลังวอร์ชสื่อสารกำกวม สร้างความผันผวนตลาด

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ปรับขึ้น 1 จุดพื้นฐาน (bp) จากวันก่อนหน้า มาอยู่ที่ 5.317% ในการซื้อขายวันที่ 18 (เวลาท้องถิ่น) ขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบราว 19 ปี ขณะที่วอลล์สตรีทหลายฝ่ายมองว่าวิธีการสื่อสารของ เควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เป็นปัจจัยที่ทำให้ความผันผวนในตลาดพันธบัตรเพิ่มสูงขึ้น

สำนักข่าวยอนฮับอินโฟแม็กซ์ (Yonhap Infomax) รายงานว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ซื้อขายอยู่ที่ 5.317% ในวันดังกล่าว การปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวเช่นนี้ทำหน้าที่เป็นเส้นฐานที่ดันต้นทุนการกู้ยืมทั่วทั้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ ให้สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน หุ้นกู้เอกชน หรือสินเชื่อรถยนต์

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ 'forward guidance' หรือแนวทางการสื่อสารล่วงหน้าของเฟด ซึ่งเป็นวิธีที่ธนาคารกลางใช้อธิบายทิศทางนโยบายและมุมมองต่อเศรษฐกิจในอนาคตให้ตลาดรับทราบล่วงหน้า เพื่อบริหารความคาดหวังเรื่องอัตราดอกเบี้ย

วอร์ชแสดงจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์แนวทางการให้สัญญาณล่วงหน้ามาโดยตลอด ตลาดจึงมองว่านี่คือความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ 'คำใบ้' เกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคตลดน้อยลง

แอกซิออส (Axios) ระบุว่าปัจจัยเบื้องหลังการพุ่งขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ มาจากการขาดดุลการคลังที่ขยายตัว การออกหุ้นกู้ล็อตใหญ่ของภาคเอกชน และความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินภายใต้เฟดยุควอร์ช โดยรายงานเดียวกันระบุว่าผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีปิดตลาดสัปดาห์ที่แล้วที่ 5.26% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2007

มาร์ก คาบานา (Mark Cabana) นักกลยุทธ์ตราสารหนี้จากธนาคารแห่งอเมริกา(BAC) โกลบอล รีเสิร์ช ให้สัมภาษณ์กับแอกซิออสว่า 'การที่วอร์ชยืนกรานไม่ให้แนวทางชี้นำตลาดนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายจริง ๆ' และ 'ราคานั้นคืออัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและภาระที่มากขึ้นสำหรับผู้เสียภาษี' คำกล่าวนี้สะท้อนมุมมองที่ว่าความไม่แน่นอนคือแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น

ด้านโกลด์แมนแซคส์(GS) ระบุในรายงานวันที่ 15 ว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยิ่งทำให้ตลาดมองไม่ชัดว่าฟังก์ชันการตอบสนองของเฟดจะส่งผลต่อเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) อย่างไร โกลด์แมนแซคส์วิเคราะห์ว่าการที่วอร์ชส่งสัญญาณว่าการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาดอาจทำหน้าที่แทนมาตรการเชิงนโยบายได้ ทำให้ความผันผวนลามไปยังพันธบัตรช่วงอายุยาว

ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตลาดพันธบัตรเท่านั้น เพราะอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวทำหน้าที่เป็นอัตราคิดลด (discount rate) ของตลาดการเงินโลก เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น มูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตไกล ๆ ก็จะลดลง ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นและบิตคอยน์(BTC)

ก่อนหน้านี้ tokenpost เคยรายงานว่าการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวสหรัฐฯ และความผันผวนที่ขยายตัวในตลาดพันธบัตรกลายเป็นปัจจัยกดดันสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งนี้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีขนาดราว 30 ล้านล้านดอลลาร์ทำหน้าที่เป็นจุดอ้างอิงต้นทุนการกู้ยืมของโลก การเคลื่อนไหวของพันธบัตรระยะยาวจึงส่งผลถึงตลาดหุ้นและสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย

อย่างไรก็ตาม การอธิบายการพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ด้วยวิธีการสื่อสารของวอร์ชเพียงอย่างเดียวอาจไม่ครบถ้วน แอกซิออสระบุว่าสำนักงบประมาณรัฐสภาสหรัฐฯ (CBO) ปรับเพิ่มประมาณการขาดดุลงบประมาณรายปีเป็น 2.1 ล้านล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2,969 ล้านล้านวอน) สูงกว่าประมาณการเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาถึง 2 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 283 ล้านล้านวอน)

กระแสเงินทุนของภาคเอกชนที่ขยายตัวตามกระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็ถูกชี้ว่าเป็นอีกปัจจัยที่แข่งขันกับความต้องการพันธบัตรรัฐบาล เมื่อบริษัทออกหุ้นกู้ล็อตใหญ่ เงินทุนของนักลงทุนก็ถูกแบ่งระหว่างพันธบัตรรัฐบาลกับหุ้นกู้เอกชน ทำให้แรงกดดันด้านอุปสงค์-อุปทานในพันธบัตรช่วงอายุยาวพิเศษเพิ่มขึ้น

มาร์เก็ตวอตช์ (MarketWatch) อ้างอิงบทวิเคราะห์ของโกลด์แมนแซคส์เมื่อวันที่ 11 ยกกรณีศึกษาของธนาคารกลางแคนาดาในอดีตประกอบ หลังยุคของ มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) อดีตผู้ว่าการธนาคารกลางแคนาดา ที่แนวทางชี้นำตลาดอย่างชัดเจนลดลง ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์แคนาดาก็เพิ่มขึ้น ซึ่งโกลด์แมนแซคส์ประเมินว่าเป็น 'อาการเจ็บปวดจากการเติบโต' ในช่วงที่ผู้เล่นในตลาดต้องปรับตัวเข้ากับวิธีสื่อสารรูปแบบใหม่

วิธีสื่อสารของเฟดยุควอร์ชยังเชื่อมโยงกับรายงานก่อนหน้าของ tokenpost ที่เคยประเมินว่าเฟดยุควอร์ชกำลังเคลื่อนไหวไปในทิศทางที่ให้คำใบ้กับตลาดน้อยกว่ายุคของเจอโรม พาวเวลล์ (Jerome Powell) อดีตประธานเฟด

สำหรับนักลงทุนในประเทศ ประเด็นสำคัญคือคำพูดของเฟดไม่ได้เป็นตัวกำหนดทิศทางราคาคริปโทเคอร์เรนซีโดยตรงเสมอไป แม้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวและทิศทางค่าเงินดอลลาร์จะส่งผลต่อการประเมินมูลค่าสินทรัพย์เสี่ยง แต่บิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) ยังสะท้อนปัจจัยอื่นไปพร้อมกัน เช่น การบังคับล้างสถานะในตลาดอนุพันธ์ สภาพคล่อง และประเด็นด้านกฎระเบียบ

ผู้เล่นในตลาดกำลังจับตาว่าการปรับขึ้นของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะทำให้เงื่อนไขทางการเงินตึงตัวมากน้อยเพียงใด และเฟดจะนำปัจจัยนี้ไปพิจารณาในการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างไร ขณะที่ผลกระทบจากวิธีการสื่อสารของวอร์ชต่อความผันผวนในพันธบัตรช่วงอายุยาวก็ยังเป็นตัวแปรร่วมที่ตลาดพันธบัตรและสินทรัพย์เสี่ยงต้องติดตามต่อไปในระยะนี้

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1