จากรายงานการเปิดเผยข้อมูล 13F ของนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ในสหรัฐฯ สำหรับไตรมาส 2 พบว่าเงินทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ถูกจัดสรรใหม่ไปยังอัลฟาเบท(Alphabet, GOOGL, GOOG) เซมิคอนดักเตอร์ หน่วยความจำ และฮาร์ดแวร์ AI ทั้งนี้ข้อมูล 13F เป็นการเปิดเผย 'การถือครองย้อนหลัง' ณ วันที่ 30 มิถุนายน จึงอาจแตกต่างจากสถานะการลงทุนปัจจุบันได้
AP รายงานว่าเบิร์กเชียร์ แฮทาเวย์(Berkshire Hathaway, BRK.A, BRK.B) ซื้อหุ้นอัลฟาเบทเพิ่มอีกประมาณ 48.1 ล้านหุ้นในไตรมาส 2 ทำให้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน ถือครองรวมประมาณ 106 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า ณ สิ้นไตรมาสราว 3.776 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 53.3 ล้านล้านวอน)
ก่อนหน้านี้ในเดือนมิถุนายน อัลฟาเบทเปิดเผยผ่านแบบฟอร์ม 8-K ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ (SEC) ว่าจะออกหุ้นแบบเสนอขายเฉพาะเจาะจงให้บริษัทในเครือเบิร์กเชียร์ เป็นหุ้นคลาส A จำนวน 14,212,035 หุ้น และหุ้นคลาส C จำนวน 14,359,656 หุ้น เพื่อระดมทุน 1 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 14.1 ล้านล้านวอน) โดยการเปิดเผยฉบับเดียวกันระบุวงเงินโครงการขายหุ้นคลาส A และคลาส C ในตลาดไว้ที่ 4 หมื่นล้านดอลลาร์
อัลฟาเบทยังประกาศแผนระดมทุนมูลค่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 113 ล้านล้านวอน) เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งที่จำเป็นสำหรับบริการ AI การเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นอัลฟาเบทของเบิร์กเชียร์จึงถูกมองว่าเชื่อมโยงกับการระดมทุนเพื่อโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่าจะเป็นเพียงการเข้าซื้อหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ทั่วไป
13F คือรายงานที่นักลงทุนสถาบันซึ่งมีขนาดสินทรัพย์เกินเกณฑ์ที่กำหนดต้องยื่นต่อ SEC เพื่อเปิดเผยการถือครองหุ้นที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ และหลักทรัพย์บางประเภท ณ สิ้นไตรมาส ข้อมูลนี้ไม่รวมสถานะขาย (short position) สินทรัพย์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ และการลงทุนในบริษัทเอกชน จึงไม่สะท้อนพอร์ตการลงทุนทั้งหมดของนักลงทุนแต่ละราย
ด้านดูเคนย์ แฟมิลี่ออฟฟิศ(Duquesne Family Office) ของสแตนลีย์ ดรักเคนมิลเลอร์(Stanley Druckenmiller) เลือก 'สับเปลี่ยน' สถานะเซมิคอนดักเตอร์มากกว่าจะลดสัดส่วนลง มาร์เก็ตวอทช์(MarketWatch) รายงานว่าดูเคนย์ยังคงถือหุ้นเนเทอรา(Natera) เป็นสัดส่วนสูงสุดในพอร์ต ณ สิ้นไตรมาส 2 ขณะที่ TSMC($TSM) และเอสทีไมโครอิเล็กทรอนิกส์($STM) ขึ้นมาอยู่อันดับ 2 และ 3 ของพอร์ตตามลำดับ
ดูเคนย์ขายหุ้นบรอดคอม($AVGO) และไมครอน($MU) ออกทั้งหมด พร้อมเข้าซื้อหุ้นเอเอ็มดี($AMD) และพาโล อัลโต เน็ตเวิร์กส์($PANW) เป็นครั้งแรก และยังเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นอัลฟาเบทและแอมะซอน($AMZN) ด้วย
ฝั่งนักลงทุนระยะยาวสัญชาติจีนแสดงพฤติกรรม 'กระจุกตัวในหุ้นน้อยตัว' มากขึ้น โอเดลี่(Odaily) รายงานว่าเอชแอนด์เอช อินเตอร์เนชั่นแนล อินเวสต์เมนต์(H&H International Investment) เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น PDD($PDD) ขึ้น 26.71% ในไตรมาส 2 จนขึ้นเป็นการถือครองอันดับ 3 ของพอร์ต ขณะที่ลดสัดส่วนถือหุ้นเอ็นวิเดีย($NVDA) และกูเกิลลง 54.63% และ 46.88% ตามลำดับ
รายงานเดียวกันระบุว่าหิมาลายา แคปิตอล(Himalaya Capital) เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น PDD ขึ้น 133.53% จนขึ้นเป็นการถือครองอันดับ 2 ของพอร์ต พร้อมทั้งขายหุ้นกลุ่มการเงินและพลังงานออกไป 6 ตัว ส่งผลให้สัดส่วนการถือครองหุ้นอันดับต้น ๆ ของพอร์ตเพิ่มขึ้นไปถึง 94.77%
กองทุนต่างประเทศ Oriental Harbor ของแดน บิน(Dan Bin) เคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงข้าม สำนักข่าว Hwaseongtong รายงานว่าพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ ของกองทุนนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2 มีมูลค่า 1.65 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 2.3 ล้านล้านวอน) โดยเข้าซื้อหุ้นใหม่ในอินเทล($INTC) แซนดิสก์($SNDK) เอเอ็มดี มาร์เวลล์($MRVL) อาร์ม($ARM) บรอดคอม และลูเมนตัม($LITE)
ขณะเดียวกันกองทุนนี้ขายหุ้นแอปเปิล($AAPL) เทสลา($TSLA) กองทุน ETF ของ GOOGL และเซอร์เคิล($CRCL) ออก ประเด็นสำคัญของการเปิดเผยครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การเป็นเงินทุนสัญชาติจีน แต่อยู่ที่การโยกสถานะเข้าสู่ฮาร์ดแวร์ AI และห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ
การกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มหน่วยความจำก็แสดง 'ความเสี่ยง' ออกมาเช่นกัน บิสสิเนสอินไซเดอร์(Business Insider) รายงานว่ากองทุน Situational Awareness ของเลียวโปลด์ อาเชนเบรนเนอร์(Leopold Aschenbrenner) จัดสรรพอร์ตหุ้นสหรัฐฯ ถึง 56% ไปที่หุ้นเพียง 2 ตัว คือแซนดิสก์และไมครอน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน
กองทุนดังกล่าวขาดทุนในช่วงที่หุ้น AI ปรับฐานเมื่อเดือนกรกฎาคม และมีรายงานว่าได้ขายหุ้นส่วนใหญ่ที่ถือครองให้กับซิตาเดล(Citadel) กรณีนี้สะท้อนว่าความคาดหวังต่อหุ้นหน่วยความจำสาย AI หากกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว ก็อาจนำไปสู่ความผันผวนที่สูงขึ้นได้เช่นกัน
จุดร่วมของรายงาน 13F รอบนี้ไม่ใช่ 'การจบยุค AI' แต่เป็น 'คอขวดของ AI' เพราะนอกจากบริษัทแพลตฟอร์มแล้ว ยังมีบริษัทกลุ่มฟาวน์ดรี หน่วยความจำ ชิปเครือข่าย ระบบสื่อสารด้วยแสง และโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ปรากฏอยู่ในพอร์ตร่วมกันด้วย
สำหรับตลาดเกาหลี ข้อมูลชุดนี้ถูกมองเป็นข้อมูลที่สะท้อนทิศทางการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ และโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่าจะเกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซีโดยตรง ก่อนหน้านี้โทเคนโพสต์(TokenPost) เคยรายงานว่าเบิร์กเชียร์เพิ่มการถือครองหุ้นอัลฟาเบทในไตรมาส 2 ขึ้นประมาณ 48.1 ล้านหุ้น
ข้อมูลชุดนี้ไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงกับคริปโทเคอร์เรนซี อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทขุดบิตคอยน์(BTC) ปรากฏอยู่ในรายชื่อการถือครองของดูเคนย์ ท่ามกลางกระแสการปรับตัวไปสู่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ก็สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจส่งแรงสั่นสะเทือนไปถึงทั้งหุ้นทั่วไปและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลไปพร้อมกัน
ความคิดเห็น 0