Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ล้มละลายสหรัฐฯ พุ่ง 12.2% สัญญาณเตือนภาวะเศรษฐกิจถดถอยหวนคืนอีกครั้ง

ยอดยื่นล้มละลายในสหรัฐฯ ช่วง 12 เดือนที่สิ้นสุดปลายเดือนมิถุนายน อยู่ที่ 608,511 คดี เพิ่มขึ้น 12.2% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้พร้อมกับทิศทางอัตราผลตอบแทนหุ้นกู้เอกชน กำลังถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ อีกครั้ง

Business Insider สื่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รายงานว่า ทูโอมัส มาลิเนน(Tuomas Malinen) นักเศรษฐศาสตร์ชาวฟินแลนด์ ตรวจสอบตัวชี้วัดเศรษฐกิจสหรัฐฯ หลักสามตัว แล้วพบว่ายอดล้มละลายภาคธุรกิจและเส้นอัตราผลตอบแทนภาคเอกชนกำลังชี้ไปทางภาวะถดถอย มาลิเนนไม่ได้ระบุจุดเริ่มต้นของภาวะถดถอยอย่างชัดเจน แต่กล่าวว่า “ต้องยอมรับว่าพื้นฐานเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจพังทลายลงได้ทุกเมื่อ” คำกล่าวนี้สะท้อนมุมมองว่าความเสี่ยงซ่อนอยู่ใต้ภาพรวมที่ดูแข็งแกร่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตัวแปรที่มาลิเนนตรวจสอบมีสามตัวคือ △ยอดล้มละลายในสหรัฐฯ △อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และ △ยอดคำสั่งซื้อใหม่ภาคการผลิต โดยยอดล้มละลายและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรถูกจัดเป็นสัญญาณเตือน ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อใหม่ภาคการผลิตเป็นสัญญาณบวกเพียงตัวเดียว เขามองว่าแม้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะแข็งแกร่งและตัวเลขการเติบโตดูดีบนพื้นผิว แต่ความเปราะบางภายในเศรษฐกิจกลับเพิ่มขึ้น

สำนักงานบริหารศาลสหรัฐฯ (U.S. Courts) เปิดเผยว่า ในช่วง 12 เดือนที่สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน มียอดยื่นล้มละลายรวม 608,511 คดี เพิ่มขึ้นจาก 542,529 คดีในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า คิดเป็น 12.2% แบ่งเป็นการล้มละลายภาคธุรกิจ 26,941 คดี เพิ่มขึ้น 16.9% และการล้มละลายที่ไม่ใช่ภาคธุรกิจ 581,570 คดี เพิ่มขึ้น 12% ยอดยื่นล้มละลายโดยรวมเพิ่มขึ้นทุกไตรมาสนับตั้งแต่แตะจุดต่ำสุดที่ 380,634 คดีในเดือนมิถุนายน 2022

ยอดยื่นล้มละลายมักถูกใช้เป็นตัวชี้วัด 'ล่าช้า' ที่สะท้อนภาระหนี้ของครัวเรือนและภาคธุรกิจ ส่วนใหญ่จะเพิ่มขึ้นหลังเศรษฐกิจชะลอตัวไปแล้วระยะหนึ่ง แต่ในช่วงที่เงื่อนไขทางการเงินเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ตัวเลขนี้ก็อาจถูกตีความเป็นสัญญาณความไม่แน่นอนในตลาดสินเชื่อได้เช่นกัน

ในตลาดตราสารหนี้ เส้นอัตราผลตอบแทนภาคเอกชนถูกยกมาเป็นตัวชี้วัดเตือนอีกตัวหนึ่ง มาลิเนนเปรียบเทียบส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้เรตติ้ง Baa อายุ 20 ปีขึ้นไป กับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำ(Prime Rate)ของธนาคาร โดยระบุว่าเส้นผลตอบแทนนี้เคยพลิกกลับเป็นบวกก่อนเกิดภาวะถดถอยจากโควิด-19 วิกฤตการเงินโลก ภาวะถดถอยช่วงต้นทศวรรษ 2000 และภาวะถดถอยช่วงต้นทศวรรษ 1990

เมื่ออัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้เอกชนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำของธนาคาร อาจสะท้อนความเสี่ยงด้านเครดิตของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น หรือสะท้อนว่าตลาดคาดการณ์ดอกเบี้ยจะปรับขึ้นมากกว่าเดิม Business Insider ระบุว่าเส้นผลตอบแทนดังกล่าวใกล้จะคลี่คลายจากภาวะกลับทิศ(inversion)แล้ว และมาลิเนนมองว่านี่คือสัญญาณที่บ่งชี้ 'จุดเริ่มต้นที่ใกล้เข้ามา' ของภาวะเศรษฐกิจถดถอยสหรัฐฯ

ในทางกลับกันก็มีสัญญาณบวกเช่นกัน สถาบันจัดการอุปทานสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 56.7 จุด เพิ่มขึ้น 0.7 จุดจาก 56.0 จุดในเดือนมิถุนายน ยอดคำสั่งซื้อใหม่ภาคการผลิตเป็นตัวแปรเดียวในสามตัวที่มาลิเนนตรวจสอบซึ่งให้สัญญาณเชิงบวก

ดัชนีคำสั่งซื้อใหม่ของ ISM สะท้อนทิศทางคำสั่งซื้อของผู้ผลิต โดยทั่วไปหากตัวเลขสูงกว่า 50 หมายถึงภาคการผลิตกำลังขยายตัว และหากต่ำกว่า 50 หมายถึงหดตัว ตราบใดที่ยอดคำสั่งซื้อใหม่ยังอยู่ในโซนขยายตัว ก็เป็นเหตุผลสนับสนุนฝ่ายที่มองว่าการผลิตและการจ้างงานยังไม่น่าจะทรุดตัวลงอย่างฉับพลันในระยะสั้น

มาลิเนนมองว่ายอดคำสั่งซื้อภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้นอาจมาจากกระแสการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูล(Data Center)เพื่อรองรับปัญญาประดิษฐ์(AI) เขากล่าวว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในตอนนี้มีเพียงบางภาคส่วนเท่านั้นที่เติบโตได้ดี และความสำเร็จของภาคส่วนนั้นก็อาจพลิกกลับได้อย่างฉับพลัน พร้อมทั้งเสนอว่าหากดีลการลงทุนด้าน AI สะดุดลง ภาวะถดถอยอาจเริ่มต้นขึ้นอย่างกะทันหันในลักษณะคล้ายกับช่วงหลังฟองสบู่ดอทคอมแตก

การลงทุนด้าน AI ถูกจับตาว่าเป็นตัวแปรสำคัญที่ขับเคลื่อนทั้งผลประกอบการบริษัทสหรัฐฯ และตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานถึงแนวโน้มที่ภาระการลงทุนด้าน AI ผลักดันให้บริษัทออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นจนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย(สเปรด)ขยายตัว การแย่งชิงศูนย์ข้อมูลและชิปประมวลผลกราฟิก(GPU)ช่วยหนุนความคาดหวังด้านรายได้ แต่ก็เพิ่มภาระหนี้และแรงกดดันต่อกระแสเงินสดไปพร้อมกัน

อย่างไรก็ตาม บทวิเคราะห์ของมาลิเนนยังต่างจากมุมมองส่วนใหญ่ในวอลล์สตรีท Business Insider ระบุว่ามาลิเนนเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ออกคำเตือนเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ มาต่อเนื่องหลายปี ขณะที่สถาบันคาดการณ์ส่วนใหญ่ยังมองว่าเศรษฐกิจจะเติบโตต่อเนื่องและกระแส AI จะยังดำเนินต่อไป

ธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาแอตแลนตา(Atlanta Fed) เปิดเผยแบบจำลอง GDPNow เมื่อวันที่ 6 (เวลาท้องถิ่น) ว่าประมาณการอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP)ที่แท้จริงในไตรมาส 3 ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 5.8334% ต่อปี ตัวเลขนี้แสดงให้เห็นว่าสัญญาณเตือนจากด้านสินเชื่อและการล้มละลายที่มาลิเนนหยิบยกขึ้นมา ยังสวนทางกับประมาณการการเติบโตของภาคเศรษฐกิจจริงในขณะนี้

ประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ การถกเถียงเรื่องทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ยและความผันผวนของราคาสินทรัพย์เสี่ยงในระยะถัดไป ยอดล้มละลายและอัตราดอกเบี้ยหุ้นกู้สะท้อนเงื่อนไขด้านสินเชื่อ ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อใหม่ของ ISM สะท้อนอุปสงค์ภาคการผลิตที่แท้จริง บทวิเคราะห์นี้ยังไม่ใช่การยืนยันว่าเศรษฐกิจถดถอยจะเกิดขึ้นแน่นอน แต่เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าตัวชี้วัดตลาดสินเชื่อและภาคการผลิตกำลังส่งสัญญาณที่ขัดแย้งกัน

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1