ราคานำเข้าของสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคมลดลง 0.4% จากเดือนก่อนหน้า สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 0.1% และถือเป็นการลดลงรายเดือนที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2025
สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics หรือ BLS) เปิดเผยเมื่อวันที่ 18 (เวลาท้องถิ่น) ในรายงาน 'ดัชนีราคานำเข้า-ส่งออก เดือนกรกฎาคม 2026' ว่าดัชนีราคานำเข้าเดือนกรกฎาคมลดลง 0.4% จากเดือนก่อน ขณะที่ตัวเลขเดือนมิถุนายนถูกปรับทบทวนเป็นลดลง 0.3% ส่วนเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 1.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดัชนีราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 5.9%
ดัชนีราคานำเข้าเป็นตัวเลขที่สะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าและบริการที่นำเข้าจากต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงราคาวัตถุดิบ สินค้ากึ่งสำเร็จรูป และสินค้าสำเร็จรูป อาจส่งผลต่อต้นทุนของภาคธุรกิจและราคาสินค้าผู้บริโภคในภายหลัง จึงถูกใช้เป็นดัชนีอ้างอิงประกอบการประเมินทิศทางเงินเฟ้อ
ปัจจัยหลักที่ฉุดราคานำเข้าลงคือ 'เชื้อเพลิง' โดยราคานำเข้าเชื้อเพลิงเดือนกรกฎาคมลดลง 7.2% จากเดือนก่อน ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024
ราคานำเข้าน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมลดลง 7.5% ขณะที่ราคานำเข้าก๊าซธรรมชาติกลับเพิ่มขึ้น 5.3% กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุว่าการลดลงของราคาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมมีน้ำหนักมากกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาก๊าซธรรมชาติ
เมื่อไม่นับรวมเชื้อเพลิง ราคานำเข้ากลับปรับตัวสูงขึ้น โดยดัชนีราคานำเข้าที่ไม่รวมเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 0.4% และเมื่อเทียบกับปีก่อนเพิ่มขึ้น 4.5% ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022
เมื่อแยกตามหมวดสินค้า ราคานำเข้าอาหาร อาหารสัตว์ และเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 0.9% ส่วนวัตถุดิบและวัสดุอุตสาหกรรมที่ไม่รวมเชื้อเพลิงลดลง 0.5% สะท้อนว่าแม้ราคาพลังงานจะทำให้ดัชนีโดยรวมต่ำลง แต่สินค้าหมวดอื่นยังคงมีราคาปรับขึ้นต่อเนื่อง
ในกลุ่มสินค้าสำเร็จรูป ราคาสินค้าทุน (Capital Goods) ปรับขึ้นเด่นชัดที่สุดที่ 0.9% โดยได้แรงหนุนจากราคาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง เซมิคอนดักเตอร์ เครื่องจักรอุตสาหกรรมและบริการ รวมถึงเครื่องบินพลเรือน เครื่องยนต์ และชิ้นส่วนที่ปรับตัวสูงขึ้น
ราคานำเข้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 1.2% ต่อเนื่องจากที่เพิ่มขึ้น 1.8% ในเดือนเมษายน 1.7% ในเดือนพฤษภาคม และ 0.5% ในเดือนมิถุนายน เมื่อเทียบกับปีก่อนหมวดนี้เพิ่มขึ้นถึง 9.4%
ด้านราคาส่งออกก็ปรับตัวลงเช่นกัน โดยดัชนีราคาส่งออกของสหรัฐฯ ในเดือนกรกฎาคมลดลง 1.3% จากเดือนก่อน ต่อเนื่องจากที่ลดลง 0.7% ในเดือนมิถุนายน นับเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่สอง
เมื่อเทียบกับปีก่อน ราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 8.2% โดยราคาสินค้าเกษตรส่งออกเพิ่มขึ้น 1.0% ขณะที่สินค้าที่ไม่ใช่เกษตรลดลง 1.5% ทั้งราคานำเข้าและราคาส่งออกในเชิงรายเดือนต่างแสดงแรงกดดันด้านราคาที่ผ่อนคลายลง
ราคานำเข้าแยกตามภูมิภาคมีทิศทางไม่สอดคล้องกัน ราคานำเข้าจากจีนเพิ่มขึ้น 0.8% จากเดือนก่อน ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2008 และเมื่อเทียบกับปีก่อนเพิ่มขึ้น 2.7%
ราคานำเข้าจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 0.6% ขณะที่ราคานำเข้าจากสหภาพยุโรป (EU) ลดลง 0.2% สะท้อนว่าภาระต้นทุนจากสินค้านำเข้าแต่ละภูมิภาคเคลื่อนไหวแตกต่างกันไปตามหมวดสินค้าและแหล่งที่มา
ความเคลื่อนไหวของราคานำเข้าสหรัฐฯ ยังถูกนำไปเปรียบเทียบกับราคานำเข้าของเกาหลีใต้ ก่อนหน้านี้ TokenPost รายงานว่าราคานำเข้าของเกาหลีใต้ในสกุลเงินวอนเดือนกรกฎาคมลดลง 1.0% จากเดือนก่อน โดยปัจจัยที่ทำให้ราคานำเข้าลดลงคือค่าเงินวอนที่แข็งค่าขึ้นและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลง
ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ยังเป็นข้อมูลที่นักลงทุนใช้ประกอบการติดตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ ก่อนหน้านี้ TokenPost รายงานว่าความน่าจะเป็นของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายนลดลงจากราว 55% เหลือ 44% ภายในเวลาเพียงหนึ่งสัปดาห์ ขณะที่ตัวเลขราคานำเข้าล่าสุดสะท้อนภาพราคาพลังงานที่ลดลงสวนทางกับราคาสินค้าหมวดอื่นที่ยังคงปรับตัวสูงขึ้น
ความคิดเห็น 0