การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลงเหลือระดับ 1-1.5% ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026 หลังผลบวกจากเงินคืนภาษีที่เคยหนุนการใช้จ่ายในฤดูใบไม้ผลิเริ่มจางลง และกระแสเงินสดที่แท้จริงของครัวเรือนเริ่มทรงตัว นี่คือคำเตือนล่าสุดจากโกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ต่อเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ตามรายงานของ Business Insider เมื่อวันที่ 16 (เวลาท้องถิ่น) โกลด์แมน แซคส์ระบุในบันทึกวิเคราะห์ว่า อัตราการเติบโตของรายจ่ายเพื่อการบริโภคที่แท้จริง (real consumer spending) อาจชะลอลงเหลือ 1-1.5% ในครึ่งปีหลังของ 2026 ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเติบโตของรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลที่แท้จริง (real PCE) เดือนมิถุนายนที่ขยายตัว 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (BEA) รายงานว่า รายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 0.3% จากเดือนก่อนหน้า ขณะที่ตัวเลขที่แท้จริงหลังหักผลเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.4% โดยรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลหมายถึงเม็ดเงินที่ครัวเรือนสหรัฐฯ ใช้จ่ายกับสินค้าและบริการ ส่วนตัวเลข ‘ที่แท้จริง’ ใช้สะท้อนกำลังซื้อจริงของเศรษฐกิจ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ที่แท้จริงของไตรมาส 2 ขยายตัว 1.5% ต่อปี ลดลงจากไตรมาส 1 ที่ขยายตัว 2.1%
อย่างไรก็ตาม รายจ่ายเพื่อการบริโภคในไตรมาส 2 กลับเพิ่มขึ้นถึง 3.2% ต่อปี ฟื้นตัวขึ้นจากไตรมาส 1 ที่ขยายตัวเพียง 0.5% สะท้อนว่าแม้ภาพรวมการเติบโตจะชะลอลง แต่หมวดการบริโภคกลับดีดตัวขึ้นในช่วงดังกล่าว
โกลด์แมน แซคส์ตั้งคำถามว่าแรงฟื้นตัวนี้จะยั่งยืนหรือไม่ โดยประเมินว่าความแข็งแกร่งของการบริโภคในฤดูใบไม้ผลิเป็นเพียงผลชั่วคราวจาก ‘เงินคืนภาษี’ ที่สูงกว่าคาดการณ์
แจน แฮทเซียส (Jan Hatzius) นักเศรษฐศาสตร์ประจำโกลด์แมน แซคส์ อธิบายว่า “เมื่อกระแสเงินสดที่แท้จริงในช่วงครึ่งปีหลังอ่อนแรงลง อัตราการเติบโตของรายจ่ายเพื่อการบริโภคก็จะชะลอลงมาอยู่ที่ 1-1.5%” คำกล่าวนี้สะท้อนว่าแม้ยอดขายของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคจะยังแข็งแกร่งอยู่ในตอนนี้ แต่เงินสดที่ครัวเรือนใช้จ่ายได้จริงอาจอ่อนแรงลงในอนาคต
ยอดค้าปลีกเดือนกรกฎาคมก็สะท้อนทิศทางเดียวกัน โดยยอดค้าปลีกสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคมลดลง 0.6% จากเดือนก่อนหน้า ส่งผลให้แนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง 9 เดือนสิ้นสุดลง
ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่อเมซอน(AMZN) เลื่อนกิจกรรม Prime Day มาจัดในเดือนมิถุนายนของปีนี้ อย่างไรก็ตาม กลุ่มยอดค้าปลีกควบคุม (retail control group) ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้คำนวณ GDP ก็ลดลง 0.4% เช่นกัน ทำให้ตีความได้ว่าไม่ใช่เพียงผลจากการเลื่อนกิจกรรมเพียงอย่างเดียว
ยอดขายของบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคในไตรมาส 2 ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี โดยบริษัทกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย (consumer discretionary) ในดัชนี S&P 500 มีรายได้ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นเฉลี่ยกลาง (median) 5.9% เทียบปีก่อนหน้า ขณะที่กลุ่มสินค้าจำเป็น (consumer staples) เพิ่มขึ้น 3.9%
โกลด์แมน แซคส์ระบุว่าความแข็งแกร่งของการบริโภคปรากฏทั้งในกลุ่มรายได้ต่ำและรายได้สูง โดยมุมมองการชะลอตัวในอนาคตมาจากปัจจัยผลของเงินคืนภาษีที่หมดลงและกระแสเงินสดในครึ่งปีหลังที่จะอ่อนแรงลง มากกว่าจะมาจากยอดขายที่อ่อนแอในปัจจุบัน
ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและเงินเฟ้อราคาอาหารยังคงเป็นปัจจัยกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยก่อนหน้านี้ในเดือนพฤษภาคม โกลด์แมน แซคส์ได้ปรับลดคาดการณ์อัตราการเติบโตของกระแสเงินสดส่วนที่ใช้จ่ายได้อย่างอิสระ (discretionary cash flow) ของผู้บริโภคสหรัฐฯ จาก 5.1% ที่ประเมินไว้ต้นปี ลงมาอยู่ที่ 3.7% โดยระบุว่าราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นสาเหตุหลักของการปรับลดครั้งนั้น เนื่องจากเมื่อรายจ่ายจำเป็นอย่างพลังงานและอาหารเพิ่มขึ้น เม็ดเงินที่ครัวเรือนเหลือไว้ใช้จ่ายกับสินค้าและบริการอื่นก็ย่อมลดลงตามไปด้วย
สำหรับนักลงทุนไทย ทิศทางการบริโภคของสหรัฐฯ ถือเป็นตัวแปรเศรษฐกิจมหภาคสำคัญ เพราะเป็นดัชนีชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจและผลประกอบการของบริษัทสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อความเสี่ยงในการลงทุนสินทรัพย์เสี่ยงและทิศทางของเงินดอลลาร์ได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าบทวิเคราะห์นี้ส่งผลต่อราคาหรือปริมาณการซื้อขายคริปโตอย่างไร โดยทิศทางการบริโภคของสหรัฐฯ จะชัดเจนขึ้นจากตัวเลขรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล ยอดค้าปลีก และดัชนีเงินเฟ้อที่จะทยอยประกาศต่อไป
ข้อมูลอ้างอิงจาก Business Insider, สำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจสหรัฐฯ (BEA) และ Axios
ความคิดเห็น 0