ปฏิบัติการแทรกแซงค่าเงินร่วมระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นถูกหยิบยกขึ้นมาอธิบายทั้งทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะยาวและมูลค่าบริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปพร้อมกัน โดยมีการวิเคราะห์ว่าการปกป้องค่าเงินเยนอาจช่วยลดแรงกดดันที่ญี่ปุ่นต้องเทขายพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งจะบรรเทาความเสี่ยงที่อัตราผลตอบแทนระยะยาวจะพุ่งสูงขึ้น
บลอกบีตส์ (BlockBeats) รายงานเมื่อวันที่ 20 (เวลาท้องถิ่น) ว่า ฝู เผิง (Fu Peng) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของกลุ่มซินหัว (Sinolink Group) ระบุว่าการแทรกแซงค่าเงินร่วมของสหรัฐและญี่ปุ่นครั้งล่าสุดเป็นมาตรการที่ 'ตัดไฟแต่ต้นลม' ความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะเทขายพันธบัตรสหรัฐจำนวนมาก หากญี่ปุ่นต้องขายพันธบัตรสหรัฐที่ถืออยู่เพื่อพยุงค่าเงินเยน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐก็มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น และการแทรกแซงร่วมกันครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นโครงสร้างที่ช่วยลดแรงกดดันดังกล่าว
ฝู เผิง วิเคราะห์ว่าการขยายขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเข้าเล่นงานฝ่ายที่ 'เทขาย' โดยเดิมพันว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวจะปรับขึ้นในช่วงฤดูร้อน และกดอัตราผลตอบแทนระยะยาวรวมถึงส่วนชดเชยความเสี่ยงตามอายุ (term premium) ให้ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนชดเชยความเสี่ยงตามอายุคือผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนเรียกร้องจากการถือพันธบัตรที่มีอายุครบกำหนดยาวนาน เมื่อค่านี้ลดลง แรงกดดันที่จะทำให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับขึ้นก็จะเบาลงตามไปด้วย
เขาอธิบายแก่นของการแทรกแซงร่วมครั้งนี้ว่าคือการสกัดวิกฤตสภาพคล่องที่เกี่ยวกับหลักประกัน (collateral) หากภาระดอกเบี้ยหนี้เพิ่มขึ้นและมูลค่าหลักประกันสั่นคลอน แรงกดดันด้านสภาพคล่องในตลาดการเงินก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นตามมา ซึ่งสหรัฐและญี่ปุ่นพยายามบริหารทั้งตลาดค่าเงินและตลาดพันธบัตรสหรัฐไปพร้อมกัน เพื่อลดความเสี่ยงในจุดเชื่อมโยงนี้
การวิเคราะห์นี้เชื่อมโยงมาถึงการลงทุนใน AI ด้วย เพราะอัตราดอกเบี้ยระยะยาวทำหน้าที่เป็น 'อัตราคิดลด' เมื่อคำนวณมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตของหุ้นเติบโตและหุ้นเทคโนโลยี ฝู เผิง มองว่าหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีและ 30 ปีถูกกดให้ต่ำลง อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยลดภาระด้านมูลค่าของบริษัทเทคโนโลยีและ AI รายใหญ่ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่ง ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยรายงานการวิเคราะห์ที่ระบุว่าการลงทุน AI ที่ขยายตัวอาจกลายเป็นภาระต่อตลาดพันธบัตรไว้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่การฟันธงทิศทางราคาหุ้น คำกล่าวของฝู เผิง ใกล้เคียงกับการอธิบายโครงสร้างความเชื่อมโยงระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับมูลค่าบริษัทมากกว่า และไม่ได้หมายความว่าการลดลงของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวจะส่งผลแบบเดียวกันกับทุกบริษัท AI โดยประเด็นหลักอยู่ที่ความเป็นไปได้ที่ภาระการประเมินมูลค่าจะเบาลงเฉพาะกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีและ AI รายใหญ่ที่มีกระแสเงินสดแข็งแกร่งเท่านั้น
อีกแกนหนึ่งที่ถูกพูดถึงคือ 'เยนแคร์รีเทรด' (yen carry trade) ฝู เผิง มองว่าหากการแทรกแซงร่วมของสหรัฐ-ญี่ปุ่นเกิดขึ้นพร้อมกับการไหลกลับของเงินร้อน (hot money) อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นจะถูกตรึงไว้ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยระยะยาวถูกกดลง ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) แบนราบลงอย่างชัดเจน พร้อมกันนั้นความน่าดึงดูดของการทำแคร์รีเทรดในต่างประเทศจะลดลง และความต้องการของนักลงทุนต่างชาติที่จะถือพันธบัตรสหรัฐระยะยาวก็อาจอ่อนแรงลงตามไปด้วย ก่อนหน้านี้ TokenPost เคยชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ที่การพยุงค่าเงินเยนของสหรัฐ-ญี่ปุ่นจะทำให้เยนแคร์รีเทรดหดตัวในฐานะตัวแปรของสินทรัพย์เสี่ยงมาแล้ว
สำหรับนักลงทุนสายคริปโต ประเด็นนี้ถูกมองเป็นตัวแปรภายนอกของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเช่นกัน เพราะสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) และอีเธอเรียม(ETH) มักเคลื่อนไหวสอดคล้องไปกับสภาพคล่องดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และความเชื่อมั่นของนักลงทุนในหุ้นเทคโนโลยี ทั้งนี้ คำกล่าวของฝู เผิง ไม่ได้คาดการณ์ทิศทางราคาคริปโตโดยตรง แต่เป็นการอธิบายโครงสร้างความเชื่อมโยงระหว่างการแทรกแซงค่าเงิน อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐ และมูลค่าหุ้นเทคโนโลยีเท่านั้น
ความคิดเห็น 0