Back to top
  • 공유 แชร์
  • 인쇄 พิมพ์
  • 글자크기 ขนาดตัวอักษร
ลิงก์ถูกคัดลอกแล้ว

ค่าจ้างเยอรมนีชะลอเหลือ 2.4% ในเดือนพ.ค. ECB ยังจับตาสัญญาณวงจรค่าจ้าง-ราคา

ค่าจ้างตามข้อตกลงแรงงานเยอรมนีเดือนพฤษภาคม 2026 ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 2.4% เมื่อเทียบรายปี แม้วิกฤตพลังงานจากสงครามอิหร่าน-ตะวันออกกลางจะกดดันราคาในเยอรมนี แต่ยังไม่มีสัญญาณชัดเจนว่ากำลังลุกลามเป็นวงจร 'ค่าจ้างไล่ตามราคา' อย่างที่หลายฝ่ายกังวล

บุนเดสแบงก์(Bundesbank) ธนาคารกลางเยอรมนี เปิดเผยสถิติค่าจ้างเดือนพฤษภาคม 2026 ว่าอัตราการเติบโตของค่าจ้างตามข้อตกลงแรงงานลดลงจาก 2.6% ในเดือนเมษายนเหลือ 2.4% ในเดือนพฤษภาคม โดยค่าจ้างในภาคบริการเพิ่มขึ้น 2.5% ภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 1.3% ส่วนค่าจ้างพื้นฐานที่ไม่รวมเงินจ่ายพิเศษแบบครั้งเดียวเพิ่มขึ้น 2.7%

'ค่าจ้างตามข้อตกลงแรงงาน' หมายถึงระดับค่าจ้างที่กำหนดไว้ในข้อตกลงร่วมระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงาน ซึ่งไม่ได้เท่ากับค่าจ้างที่จ่ายจริงทั้งหมด แต่ในตลาดแรงงานอย่างเยอรมนีที่ข้อตกลงร่วมมีสัดส่วนสูง ตัวเลขนี้ถูกใช้เป็นเครื่องชี้แรงกดดันด้านราคาในระยะกลาง ธนาคารกลางจับตาตัวเลขนี้เพื่อดูว่าแรงกระแทกจากราคาพลังงานกำลังลามไปสู่ข้อเรียกร้องขึ้นค่าจ้างและการตั้งราคาของภาคธุรกิจหรือไม่

บุนเดสแบงก์ระบุในรายงานประจำเดือนพฤษภาคมว่า หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันเครื่องทำความร้อนที่พุ่งขึ้นทำให้อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคของเยอรมนีในเดือนเมษายนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางระบุว่า 'ในขณะนี้ โอกาสที่ค่าจ้างจะเร่งตัวขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้ายังมีน้อย' เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแรงลงทำให้สหภาพแรงงานผลักดันการขึ้นค่าจ้างมากๆ โดยไม่กระทบการจ้างงานได้ยากขึ้น

ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าแรงกระแทกนี้จะส่งผ่านไปยังรอบสองหรือไม่ วงจร 'ค่าจ้างไล่ตามราคา' คือภาวะที่ราคาสินค้าที่สูงขึ้นกระตุ้นข้อเรียกร้องขึ้นค่าจ้าง แล้วค่าจ้างที่สูงขึ้นก็ย้อนกลับไปดันราคาสินค้าและบริการให้สูงขึ้นอีก หากรูปแบบนี้เกิดขึ้นต่อเนื่อง ธนาคารกลางอาจต้องมองว่าแรงกดดันด้านราคาไม่ใช่แค่แรงกระแทกพลังงานชั่วคราว แต่เป็นแรงกดดันที่ยืดเยื้อกว่านั้น

แนวโน้มเศรษฐกิจเยอรมนีฉบับเดือนมิถุนายนของบุนเดสแบงก์ก็สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน โดยคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อเยอรมนีตามดัชนี HICP ไว้ที่ 2.9% ในปี 2026, 2.7% ในปี 2027 และ 1.9% ในปี 2028 ส่วนอัตราการเติบโตของค่าจ้างตามข้อตกลงแรงงานคาดไว้ที่ 2.9% ในปี 2026 และ 2.7% ในปี 2027

บุนเดสแบงก์อธิบายว่า แม้สงครามและราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะดันราคาสินค้าให้สูงขึ้น แต่การส่งผ่านไปยังการเจรจาค่าจ้างมีความล่าช้าอยู่ในตัว และการที่ข้อตกลงร่วมของเยอรมนีมักมีอายุ 2-3 ปี ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การส่งผ่านช้าลง หมายความว่าแรงกระแทกด้านราคาจะไม่สะท้อนเข้าไปในการเจรจาค่าจ้างทันที แต่จะทยอยปรากฏผ่านสัญญาเดิมและสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

ธนาคารกลางยุโรป(ECB) เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนว่า อัตราการเติบโตของค่าจ้างปี 2026 แบบไม่ปรับฤดูกาลทรงตัวอยู่ที่ราว 2.6% จากนั้นในแถลงการณ์นโยบายการเงินวันที่ 23 กรกฎาคม ECB คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้เท่าเดิม พร้อมระบุว่าผลกระทบทั้งหมดของแรงกระแทกด้านพลังงานต่อราคายังไม่ปรากฏครบถ้วน โดยตัวชี้วัดค่าจ้างและผลสำรวจความคาดหวังค่าจ้างบ่งชี้ว่าค่าจ้างจะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า

การประเมินนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับทิศทางนโยบายการเงินของยุโรป ECB ยังคงจุดยืนว่าจะติดตามราคา ค่าจ้าง ความคาดหวังเงินเฟ้อ และระดับการส่งผ่านราคาพลังงานในการประชุมทุกครั้ง หากแรงกระแทกด้านพลังงานเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราว ช่องทางการตอบสนองเชิงนโยบายก็จะต่างออกไป แต่หากลามไปถึงค่าจ้างและความคาดหวังระยะยาว ภาระของนโยบายการเงินก็จะเพิ่มขึ้น

สำหรับตลาดคริปโต ทิศทางนโยบายการเงินยุโรปถือเป็นตัวแปรทางอ้อม เพราะดัชนีราคาของประเทศเศรษฐกิจหลักมักถูกใช้เป็นข้อมูลประกอบการประเมินทิศทางดอกเบี้ยและสภาพคล่องดอลลาร์ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย สินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC) มักเคลื่อนไหวไวต่อความคาดหวังดอกเบี้ยและการเปลี่ยนแปลงสภาพคล่องดอลลาร์ แต่ข้อมูลค่าจ้างเยอรมนีชุดนี้เพียงชุดเดียวยังไม่เพียงพอจะฟันธงทิศทางดอกเบี้ยของ ECB ในระยะถัดไป

สำนักข่าวรอยเตอร์(Reuters) รายงานเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมว่า คณะกรรมการนโยบายของ ECB มองว่าวิกฤตอิหร่านทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงขึ้น แต่ราคาเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นยังไม่ส่งผ่านไปยังราคาผู้บริโภค ค่าจ้าง และความคาดหวังระยะยาวในวงกว้าง โยอาคิม นาเกล(Joachim Nagel) ประธานบุนเดสแบงก์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า 'สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงเปราะบางมาก' และ 'เรายังเผชิญความไม่แน่นอนสูงอยู่' สะท้อนว่าหน่วยงานกำกับนโยบายเฝ้าระวังแรงกระแทกพลังงานอย่างใกล้ชิด แต่ยังแยกประเมินการส่งผ่านไปสู่ค่าจ้างต่างหาก

ปฏิกิริยาตลาดค่อนข้างไวต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง รอยเตอร์รายงานว่าช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นและความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุซ้ำ ดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีให้สูงขึ้น ขณะที่ตลาดให้น้ำหนักกับความเป็นไปได้ที่ ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวนี้เป็นผลจากการประเมินราคาพลังงานและทิศทางนโยบายการเงินโดยรวม มากกว่าจะเป็นปฏิกิริยาต่อรายงานค่าจ้างเยอรมนีโดยตรง

ข้อสรุปของบุนเดสแบงก์ยังไม่ใช่คำตัดสินสุดท้ายว่า 'ไม่มีวงจรค่าจ้างไล่ตามราคา' แต่เป็นการประเมินจากตัวเลขเดือนพฤษภาคมเท่านั้น รายงานระบุว่าหากสงครามยืดเยื้อและแรงกดดันต่อค่าจ้างที่แท้จริงยังคงอยู่ ข้อเรียกร้องขึ้นค่าจ้างของสหภาพแรงงานก็อาจกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากข้อมูลค่าจ้างล่าสุดที่ยืนยันได้มีถึงเพียงเดือนพฤษภาคม จึงต้องรอผลการเจรจาค่าจ้างในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมมายืนยัน จึงจะประเมินการส่งผ่านของแรงกระแทกพลังงานได้ชัดเจนขึ้น

แหล่งข้อมูลหลักที่ใช้ตรวจสอบในบทความนี้ ได้แก่ สถิติค่าจ้างเดือนพฤษภาคมของบุนเดสแบงก์ รายงานประจำเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนของบุนเดสแบงก์ ข้อมูลตัวชี้วัดค่าจ้างของ ECB เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน แถลงการณ์นโยบายการเงินของ ECB เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม และรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์

<ลิขสิทธิ์ ⓒ TokenPost ห้ามเผยแพร่หรือแจกจ่ายซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต>

บทความที่มีคนดูมากที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความคิดเห็น 0

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม

0/1000

ข้อแนะนำสำหรับความคิดเห็น

ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ต้องการบทความติดตามเพิ่มเติม เป็นการวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยม
1