อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคของญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมพุ่งขึ้นแตะ 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สูงสุดนับตั้งแต่ต้นปีนี้ หลังราคาพลังงานกลับมาเป็น 'แรงกดดัน' เพิ่มเติมต่อเงินเฟ้อที่รัฐบาลพยายามควบคุมไว้ด้วยมาตรการอุดหนุนค่าไฟและค่าก๊าซ
ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 1.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สำนักข่าว CNBC รายงานว่านี่คือระดับสูงสุดของปีนี้
เมื่อหักราคาอาหารสดออก ดัชนีเพิ่มขึ้น 1.8% ตรงตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ส่วนดัชนีที่หักทั้งอาหารสดและพลังงานออก ซึ่งสะท้อนเงินเฟ้อพื้นฐานได้ชัดเจนกว่า เพิ่มขึ้น 1.9%
จุดที่ตลาดจับตาเป็นพิเศษคือราคาพลังงาน เพราะราคาพลังงานของญี่ปุ่นในเดือนกรกฎาคมกลับมา 'พลิกเป็นบวก' เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2025
แม้รัฐบาลจะยังคงมาตรการอุดหนุนไว้ แต่ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจากผลพวงของสงครามในอิหร่านก็ยังส่งผ่านมาถึงราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายอยู่ดี ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิตหรือราคาขายส่งเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้น 7.2% โดยค่าไฟฟ้าเป็นปัจจัยที่ผลักดันตัวเลขนี้มากที่สุด
ดัชนีราคาผู้บริโภคเป็นตัวชี้วัดหลักที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและบริการที่ครัวเรือนซื้อ ส่วนดัชนีที่หักอาหารสดออกจะช่วยตัดความผันผวนของราคาอาหารทิ้งไป และดัชนีที่หักทั้งอาหารสดและพลังงานออกจะใช้ดูแนวโน้มเงินเฟ้อพื้นฐานโดยไม่ให้แรงกระแทกจากราคาพลังงานมากวนสายตา
รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ(Sanae Takaichi) เดินหน้าใช้เงินอุดหนุนค่าไฟและค่าก๊าซในช่วงหน้าร้อนเพื่อลดแรงกระแทกจากเงินเฟ้อ มาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นตัวช่วยชะลอความเร็วที่ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปเป็นภาระของผู้บริโภค
CNBC รายงานว่าเงินอุดหนุนของรัฐบาลทาคาอิจิถูกกล่าวถึงว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยลดภาระด้านราคาพลังงานได้จริง แต่เงินอุดหนุนทำได้แค่ 'ลดแรงกระแทก' ต่อดัชนีเงินเฟ้อ ไม่ได้ทำให้ต้นทุนพลังงานที่แท้จริงลดลงแต่อย่างใด
ญี่ปุ่นมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่เมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นพร้อมกับเงินเยนอ่อนค่า ต้นทุนนำเข้าจะพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย และเมื่อต้นทุนนี้ไหลผ่านค่าไฟฟ้าและราคาสินค้าระหว่างภาคธุรกิจไปจนถึงราคาขายปลีก แรงกดดันเงินเฟ้อก็อาจลากยาวออกไปอีก
การที่ราคาขายส่งปรับตัวสูงขึ้นและอาจส่งผ่านไปเป็นเงินเฟ้อผู้บริโภคผ่านต้นทุนของภาคธุรกิจ เป็นปัจจัยที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นต้องนำมาประกอบการตัดสินใจด้วย เมื่อค่าไฟฟ้าเป็นตัวการหลักของแรงกดดันด้านต้นทุน ทิศทางของมาตรการอุดหนุนพลังงานและราคาน้ำมันดิบจึงยังเป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ทิศทางเงินเฟ้อต่อจากนี้
ธนาคารกลางญี่ปุ่นระบุในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจและราคาประจำเดือนกรกฎาคมว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ที่หักอาหารสดออกมีความเป็นไปได้ที่จะเร่งตัวขึ้นไป 'สูงกว่า 2% อย่างชัดเจน' ตั้งแต่ครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2026 เป็นต้นไป โดยอ้างอิงจากปัจจัยการส่งผ่านค่าจ้างที่ปรับขึ้นไปสู่ราคาขาย ราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น และเงินเยนที่อ่อนค่า
ตัวเลขนี้สอดคล้องกับแนวโน้มที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเคยชี้ปัจจัยกดดันเงินเฟ้อขาขึ้นไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งครั้งนั้นธนาคารกลางญี่ปุ่นระบุว่าราคาสารกึ่งตัวนำและวัตถุดิบที่สูงขึ้นจากความต้องการด้าน AI ก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันราคาเช่นกัน
สำหรับนักลงทุนคริปโตในภูมิภาคเอเชีย ตัวเลขเงินเฟ้อญี่ปุ่นไม่ใช่แค่สถิติของประเทศเพื่อนบ้านเฉยๆ เพราะทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น ค่าเงินเยนเทียบดอลลาร์สหรัฐ และความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลก ล้วนเป็นปัจจัยที่ตลาดนำมาประกอบการประเมินสภาพคล่องของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างบิตคอยน์(BTC)
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเงินเฟ้อเดือนกรกฎาคมเพียงตัวเดียวยังไม่เพียงพอที่จะฟันธงทิศทางราคาของสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งได้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นเองก็ระบุว่าหากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง อัตราเงินเฟ้อก็มีโอกาสชะลอกลับลงมาใกล้ระดับ 2% ได้เช่นกัน ทิศทางในระยะถัดไปจึงยังต้องรอดูราคาพลังงาน ค่าเงินเยน และระดับการส่งผ่านค่าจ้างไปสู่ราคาขายต่อไป
ความคิดเห็น 0